fbpx

พื้นฐานฟอเร็กซ์ Level 8.7

การเทรดด้วยอินดิเคเตอร์กราฟหลายตัว

ตอนนี้ คุณรู้แล้วว่าอินดิเคเตอร์ที่เป็นที่นิยมนั้นใช้อย่างไร เรามาลองรวมอินดิเคเตอร์บางตัวเข้ากับด้วยกัน แล้วลองดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นสัญญาณการเทรด ในโลกที่สมบูรณ์แบบ เราสามารถใช้อินดิเคเตอร์เพียงตัวเดียวแล้วทำการเทรดตามที่อินดิเคเตอร์บอกให้ทำ แต่ปัญหามันคือ เราไม่ได้อยู่ในโลกที่สมบูรณ์แบบ และอินดิเคเตอร์แต่ละตัวก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบซึ่งนี่เป็นเหตุผลที่เทรดเดอร์หลายๆคนรวมอินดิเคเตอร์หลายประเภทไว้ด้วยกัน เพื่อที่พวกเขาจะได้ “ตรวจสอบ” แต่ละประเภท พวกเขาอาจใช้อินดิเคเตอร์ 3 ประเภทที่ต่างกันออกไป และพวกเขาจะไม่ทำการเทรดจนกว่า 3 อินดิเคเตอร์นี้จะส่งสัญญาณไปในทิศทางเดียวกันในตัวอย่างแรกนั้น เราใช้ Bollinger Band และ Stochastic ในกราฟช่วง 4 ชั่วโมงของ EUR/USD และเนื่องจากตลาดนั้นดูเหมือนว่าจะมีการเคลื่อนที่ของราคาในแนวราบ เราควรที่จะระวัง Bollinger Bounce ไว้

5 elementary 08 img01

ลองดูสัญญาณขายเหล่านี้จาก Bollinger Band และ Stochastic สิ EUR/USD นั้นได้ค่อยๆขึ้นไปจนถึงจุดสูงสุดของ band ซึ่งมักจะทำหน้าที่เป็นระดับแนวต้าน ในขณะเดียวกัน Stochastic นั้นเข้าถึงพื้นที่ที่มีการซื้อที่มากเกินไป ชี้ให้เห็นว่าราคากำลังจะร่วงลงในไม่ช้า แล้วจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปหล่ะ?

EUR/USD ปรับตกลงมาประมาณ 300 pip และคุณอาจทำกำไรได้อย่างมากมายถ้าคุณได้ขาย ไว้
ในอนาคต ราคาจะลงมาที่ band ต่ำสุด ซึ่งมักจะทำหน้าที่เป็นระดับแนวรับ นี่หมายความว่า ราคานั้นอาจจะเด้งกลับจากเส้นนี้ และด้วย Stochastic ที่อยู่ในบริเวณที่มีการขายมากเกินไป มันหมายถึงว่า เราควรที่จะทำการซื้อ

ถ้าหากคุณทำการเทรดนั้น คุณจะได้ Pip มากถึง 400 pip
นี่เป็นตัวอย่างอีกอันหนึ่ง แต่ครั้งนี้ใช้เป็นเส้น RSI และ MACD

5 elementary 08 img02

เมื่อ RSI เข้าถึงบริเวณที่มีการซื้อมากเกินไปและส่งสัญญาณขาย MACD นั้นจะตามไปในไม่ช้า พร้อมๆกับการตัดผ่านในแนวขาลง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงสัญญาณการขายเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ อย่างที่คุณเห็น ราคาก็ได้ร่วงลงมากจากจุดนั้น

ต่อไป RSI จะตกลงไปในบริเวณที่มีการขายมากเกินไป และส่งสัญญาณให้ซื้อ และไม่กี่ชั่วโมงถัดมา MACD จะเคลื่อนที่ขึ้นไปตัดผ่าน ซึ่งก็เป็นสัญญาณการซื้อเช่นเดียวกัน จากนั้น ราคาจะค่อยๆเพิ่มขึ้นทีละอย่างคงที่ ซึ่งก็หมายถึง Pip ที่มากขึ้นสำหรับเรา!

คุณอาจจะเห็นว่าในตัวอย่างนี้ RSI ได้ส่งสัญญาณก่อนหน้า MACD เราจะพิจารณาเรื่องนี้ในระดับต่อไป

และเมื่อคุณดำเนินการเทรดต่อไป คุณจะค้นพบว่าอินดิเคเตอร์ตัวไหนที่ดีที่สุดสำหรับคุณ เราอาจบอกคุณว่าเราชอบใช้ MACD Stochastic และ RSI แต่คุณอาจจะชอบอย่างอื่นก็ได้ เทรดเดอร์ทุกคนพยายามที่จะหา “การรวมตัวอย่างมหัศจรรย์” สำหรับอินดิเคเตอร์เหล่านี้ที่สามารถช่วยส่งสัญญาณที่ถูกต้องให้พวกเขาได้ถูกต้องตลอดเวลา แต่ในความจริงแล้วมันไม่เป็นเช่นนั้น

เราต้องการให้คุณเรียนรู้อินดิเคเตอร์แต่ละตัวด้วยตัวคุณเอง จนกว่าคุณจะรู้ถึงแนวโน้มพฤติกรรมของพวกมันในการตอบสนองการเคลื่อนไหวของราคา และจากนั้นค่อยคิดรวมอินดิเคเตอร์ที่คุณเข้าใจและเหมาะสมกับวิธีการเทรดของคุณ

ต่อไป เราจะแสดงให้คุณเห็นถึงตัวอย่างของระบบที่รวมอินดิเคเตอร์ต่างๆไว้ด้วยกันเพื่อที่จะให้คุณเห็นภาพถึงวิธีที่พวกมันช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

อินดิเคเตอร์ทางเทคนิคที่ดีที่สุดใน Forex

IndicatorParametersRules
Bollinger Bands(30,2,2)ทำการ Long เมื่อราคาปิดรายวันตัดลงต่ำกว่า band ต่ำที่สุด ทำการ Short เมื่อราคาปิดรายวันตัดขึ้นสูงกว่า Band บนสุด
MACD(12,26,9)ทำการ Long เมื่อ MACD1 (เร็ว) ตัดผ่านด้านบนของ MACD2 (ช้า) ทำการ Short เมื่อ MACD1 ตัดผ่านด้านล่างของ MACD2
Parabolic SAR(.02,.02,.2)ทำการ Long เมื่อราคาปิดนั้นตัดผ่านสูงกว่า ParSAR ทำการ Short เมื่อราคาปิดนั้นตัดผ่านต่ำกว่า ParSAR
Stochastic(14,3,3)ทำการ Long เมื่อ Stoch% ตัดผ่านสูงกว่า 20 ทำการ Short เมื่อ Stoch% ตัดผ่านต่ำกว่า 80
RSI(9)ทำการ Long เมื่อ RSI ตัดผ่านสูงกว่า 30 ทำการ Short เมื่อ RSI ตัดผ่านต่ำกว่า 70
Ichimoku Kinko Hyo(9,26,52,1)ทำการ Long เมื่อเส้นแปลงตัดผ่านสูงกว่าเส้นมาตรฐาน ทำการ Short เมื่อเส้นแปลงตัดผ่านต่ำกว่าเส้นมาตรฐาน

และโดยการใช้พารามิเตอร์เหล่านี้ เราได้ทำการทดสอบแต่ละอินดิเคเตอร์ทางเทคนิคด้วยตัวของมันเอง บนกรอบราคารายวันของ EUR/USD ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เราจะทำการเทรด 1 ล็อต (100,000 หน่วย) ในตอนที่ไม่มีการตั้งจุด Stop Loss หรือจุดการทำกำไร

เราจะทำเพียงแค่ปรับเปลี่ยนตำแหน่งการเทรดเมื่อสัญญาณใหม่เกิดขึ้น ซึ่งนั่นหมายความว่า หากเราทำการ Long ไว้อยู่ในตอนที่อินดิเคเตอร์บอกว่าเราควรที่จะขาย เราสามารถปิดมันและทำการ Short ใหม่ได้

นอกจากนี้ เรายังคงคิดว่าเรานั้นมีเงินทุนที่ดี (อย่างที่ชี้แนะไปในบทเรียนเกี่ยวกับ Leverage) และเริ่มกันด้วยตัวอย่างที่ $100,000 นอกจากผลกำไรและขาดทุนจริงๆของแต่ละกลยุทธ์ เราสามารถรวม pips ที่เราได้และเสียเข้าด้วยกัน และใช้มันให้เกิดประโยชน์สูงสุด
เราไม่แนะนำให้ทำการเทรด Forex โดยไม่มีจุด Stop Loss นี่เป็นเพียงตัวอย่างที่เราจะแสดงให้เห็นภาพเท่านั้น นี่คือผลการทดสอบย้อนหลัง

StrategyNumber of TradesP/L in PipsP/L in %Max Drawdown
Buy And Hold1-3,416.66-3.4225.44
Bollinger Bands20-19,535.97-19.5437.99
MACD1103,937.673.9427.55
Parabolic SAR128-9,746.29-9.7521.96
Stochastic74-20,716.40-20.7230.64
RSI8-18,716.69-18.7234.57
Ichimoku Kinko Hyo5330,341.2230.3419.51

ข้อมูลแสดงให้เห็นว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา อินดิเคเตอร์ที่ทำงานได้ดีที่สุดในตัวของมันเองคืออินดิเคเตอร์ Ichimoku Kinko Hyo มันได้สร้างกำไรทั้งหมด $30,341 หรือ 30.35% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งมันเฉลี่ยได้ประมาณ 6% ต่อปี!
เป็นที่น่าตกใจมากว่าอินดิเคเตอร์ทางเทคนิคที่เหลือนั้นทำกำไรได้น้อยกว่ามาก โดยผลตอบแทนที่ Stochastic สร้างได้นั้นเท่ากับ -20.72% นอกจากนี้ อินดิเคเตอร์ทั้งหมดนำไปสู่การลดลงอย่างมากระหว่าง 20% ถึง 30% อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้ไม่ได้หมายความว่าอินดิเคเตอร์ Ichimoku Kinko Hyo นั้นดีที่สุด หรืออินดิเคเตอร์ทางเทคนิคตัวอื่นนั้นไร้ประโยชน์ แต่นี่เป็นเพียงการแสดงให้เห็นว่าพวกมันไม่ได้มีประโยชน์ด้วยตัวเองเพียงตัวเดียว
ลองนึกถึงภาพยนตร์ศิลปะการต่อสู้ที่คุณดูในวัยเด็ก นอกเหนือจาก The Rock และ The People ‘s Elbow แล้ว ไม่มีใครทีสามารถเอาชนะคนอื่นได้เพียงแค่ก้าวก้าวเดียว The Rock ใช้การผสมผสานหลายอย่างเข้าด้วยกันเพื่อให้งานของเขาสำเร็จลุล่วง เช่นเดียวกับเทรดเดอร์ Forex มันก็เป็นศิลปะอย่างหนึ่ง และในฐานะเทรดเดอร์ เราจำเป็นทีจะต้องเรียนรู้วิธีที่ใช้ และการรวมเครื่องมือเข้าด้วยกันเพื่อที่จะได้คิดค้นระบบที่ทำงานให้กับเราได้อย่างดีที่สุด
ซึ่งนี่จะนำเราไปสู่บทเรียนต่อไป

สรุป: อินดิเคเตอร์กราฟที่ได้รับความนิยม

Common Chart Indicators:
Bollinger Bands, MACD, Parabolic SAR
Stochastic, RSI, ADX, Ichimoku Kinko Hyo

เครื่องมือของคุณนั้นจะทำให้คุณมีโอกาสที่ดีมากขึ้นในการตัดสินใจ เมื่อคุณอยู่ในเวลาที่ถูกต้องและในใช้เครื่องมือที่ถูกต้อง เรามาทบทวนอินดิเคเตอร์ที่เราได้เรียนในบทเรียนนี้กัน

Bollinger Bands

– Bollinger Band นั้นถูกใช้ในการวัดระดับความผกผันของตลาด
– พวกมันทำหน้าที่เป็นเหมือนกับระดับแนวรับและแนวต้านเล็กๆ

Bollinger Bounce

– กลยุทธ์ที่อาศัยความคิดว่าราคามีแนวโน้มที่จะกลับไปจุดกึ่งกลางของ Bollinger Bounce เสมอ
– คุณจะซื้อเมื่อราคาอยู่ที่ Bollinger Bounce ที่ต่ำ
– คุณจะขายเมื่อราคาอยู่ที่ Bollinger Bounce ที่สูง
– ถูกใช้มากที่สุดในตลาดที่มีการเคลื่อนไหวในแนวราบ

Bollinger Squeeze

– กลยุทธ์ที่ใช้ในการจับ Breakout ได้อย่างรวดเร็ว
– เมื่อ Bollinger bands หดตัว มันหมายถึงตลาดเงียบมาก
– breakout กำลังจะเกิดขึ้นและเมื่อ breakoutเกิดขึ้น เราจะเข้าสู่เทรดในข้างที่ราคาทำให้เกิดการ breakout

MACD

– MACD ถูกใช้ในการจับแนวโน้มที่เกิดในช่วงแรก และยังสามารถช่วยในการมองหาการกลับตัวของเทรนด์
– มันประกอบด้วยค่าเฉลี่ยการเคลื่อนที่ 2 ตัว(1 เร็ว 2 ช้า) และเส้นแนวตรงที่เรียกว่าฮิสโตแกรม ซึ่งวัดระยะทางระหว่างค่าเฉลี่ยการเคลื่อนที่ 2 ตัว
– เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ของราคาแต่เป็นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ของค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่อื่นๆ
– วิธีการใช้ MACD อีกวิธีหนึ่งคือ คือการรอให้ เส้นเร็ว “ตัดผ่านด้านบน” หรือ “ตัดผ่านด้านล่าง” เส้นช้าและทำการเข้าการเทรด เพราะมันได้ส่งสัญญาณแนวโน้มใหม่

Parabolic SAR

-อินดิเคเตอร์นี้ทำมาเพื่อมองหาแนวโน้มการกลับตัวของเทรนด์
– มันเป็นอินดิเคเตอร์ที่ง่ายที่สุดในเรื่องของการตีความ เพราะมันให้เพียงแค่สัญญาณขาขึ้นและขาลง
– เมื่อจุดอยู่สูงกว่าแท่งเทียน มันคือสัญญาณการขาย
– เมื่อจุดอยู่ต่ำกว่าแท่งเทียน มันคือสัญญาณการซื้อ
– เนื่องจากเป็นการปรับขึ้นและลงของราคาในระยะยาว

Stochastic

– ใช้เพื่อแสดงสภาพการซื้อหรือการขายเกินที่มากเกินไป
– เมื่อเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่มากกว่า 80 มันหมายถึงตลาดมีการซื้อมากเกินและเราควรขาย
– เมื่อเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ต่ำกว่า 20 มันหมายถึงตลาดมีการขายมากเกินและเราควรซื้อ

Relative Strength Index (RSI)

– คล้ายกับ Stochastic ในด้านที่ว่ามันใช้แสดงถึงสภาพการซื้อและขายเกินที่มากเกินไป
– เมื่อ RSI มากกว่า 70 มันหมายถึงตลาดมีการซื้อมากเกินและเราควรขาย
– เมื่อ RSI ต่ำกว่า30 มันหมายถึงตลาดมีการขายมากเกินและเราควรซื้อ
– RSI ยังสามรถใช้เป็นการยืนยันการก่อตัวของแนวโน้ม ถ้าคุณคิดว่าแนวโน้มกำลังก่อตัว รอให้ RSI ปรับตัวขึ้นไปสูงกว่าหรือต่ำกว่า 50 (ขึ้นอยู่กับถ้าคุณมองแนวโน้มขาขึ้นหรือขาลง) ก่อนที่คุณจะเข้าสู่การเทรด

Average Directional Index (ADX)

– ADX สามารถคำนวณความแข็งแรงของแนวโน้มได้
– ADX จะแปรผันจาก 0 ไปถึง 100 และค่าที่น้อยกว่า 20 นั้นจะถือว่าเป็นแนวโน้มที่อ่อนแอ และค่าที่สูงกว่า 50 ส่งสัญญาณว่าแนวโน้มมีความแข็งแรง
– ADX นั้นสามารถใช้เป็นตัวยืนยันว่าคู่ค่าเงินนี้จะสามารถดำเนินตามเทรนด์ต่อไปได้หรือไม่
– ADX นั้นยังคงสามารถบอกได้ว่าเมื่อใดที่ควรจะปิดการเทรด ดังนั้น เมื่อ ADX เริ่มที่จะตกลงต่ำกว่า 50 มันชี้ให้เห็นว่าแนวโน้มในปัจจุบันเริ่มที่จะอ่อนตัวลงแล้ว

Ichimoku Kinko Hyo

– Ichimoku Kinko Hyo (IKH) เป็นอินดิเคเตอร์อีกตัวหนึ่งที่วัดแรงการเคลื่อนไหวของราคาและยังสามารถระบุบริเวณแนวรับและแนวต้านในอนาคตได้
– คำว่า ichimoku แปลได้ว่า “การมอง” Kinko หมายความว่า “ความสมดุล” และ hyo แปลว่า “ชาร์ต” รวมคำศัพท์เหล่านี้เข้าไว้ด้วยกัน คำว่า Ichimoku Kinko Hyo นั้นจะแปลว่า “การมองชาร์ตที่มีความสมดุล”
– หากราคานั้นอยู่สูงกว่าช่วงของ Senkou เส้นบนสุดจะทำหน้าที่เป็นแนวรับระดับแรก ในขณะที่เส้นล่างสุดนั้นจะทำหน้าที่เป็นแนวรับระดับที่ 2 ถ้าหากราคานั้นอยู่ต่ำกว่าช่วงของ Senkou เส้นล่างสุดจะทำหน้าที่เป็นแนวต้านระดับแรก ในขณะที่เส้นบนสุดนั้นทำหน้าที่เป็นแนวต้านระดับที่ 2
– Kijun Sen นั้นทำหน้าที่เป็นอินดิเคเตอร์การเคลื่อนไหวของราคาในอนาคต หากราคานั้นขึ้นสูงกว่าเส้นสีน้ำเงิน มันจะสามารถขึ้นสูงไปได้อีก แต่ถ้าหากราคานั้นอยู่ต่ำกว่าเส้นสีน้ำเงิน มันจะตกลงไปเรื่อยๆ Tenkan Sen นั้นเป็นตัวบ่งชี้ของแนวโน้มของตลาด หากเส้นสีแดงนั้นเคลื่อนตัวขึ้นหรือลง มันจะชี้ในเห็นว่าตลาดนั้นกำลังเป็นเทรนด์ หากมันเคลื่อนที่เป็นแนวนอน มันส่งสัญญาณให้ทราบว่าตลาดนั้นอยู่ในกรอบราคา
– Chikou Span เป็นเส้นที่มีความล่าช้า หาก Chikou Span หรือเส้นสีเขียวตัดผ่านราคาในทิศทางแบบล่างขึ้นบน นั่นคือสัญญาณซื้อ หากเส้นสีเขียวตัดผ่านราคาในทิศทางแบบบนลงล่าง นั่นคือสัญญาณขาย และด้านล่างนี้คือชาร์ตที่มีเส้นเหล่านี้อยู่ และครั้งนี้ มาพร้อมกับสัญญาณการเทรด

อินดิเคเตอร์กราฟแต่ละตัวมีข้อบกพร่อง ซึ่งนี่คือเหตุผลที่เทรดเดอร์ Forex รวมอินดิเคเตอร์ที่แตกต่างกันมากมายเพื่อตวรจสอบอินดิเคเตอร์แต่ละตัว เมื่อคุณก้าวหน้าในการเทรดของเทรดของคุณ คุณจะได้เรียนรู้ว่าอินดิเคเตอร์ที่คุณชอบมากที่สุดและสามารถรวมเข้ากับวิธีการที่เหมาะสมกับสไตล์การซื้อขายแลกเปลี่ยนของคุณ