fbpx

พื้นฐานฟอเร็กซ์ Level 17

เนื้อหาในบทความนี้

การวิเคราะห์พื้นฐาน

การวิเคราะห์พื้นฐานคืออะไร?

ถ้ารู้เกี่ยวกับ Forex อยู่เเล้ว คงจะต้องเจอการวิเคราะห์พื้นฐานที่หลากหลายไปแล้ว เนื่องจากบทเรียนก่อนนี้ได้พูดเกี่ยวกับว่าการวิเคราะห์พื้นฐานคืออะไรไปแล้ว โดยในบทเรียนนี้เราจะมาอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับการวิเคราะห์พื้นฐานกันไม่ว่าเมื่อไรก็ตามที่คุณได้ยินคนพูดถึงเรื่องพื้นฐาน จริงๆแล้วพวกเขาพูดถึงพื้นฐานทางเศรษฐกิจและสกุลเงินประเทศนั้นๆ

พื้นฐานทางเศรษฐกิจนั้นครอบคลุมการเก็บรวบรวมข้อมูลทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของเศรษฐกิจ การเมืองหรือรายงานสภาพแวดล้อม,ข้อมูล,การประกาศหรือเหตุการณ์ต่างๆ

การวิเคราะห์พื้นฐานเป็นการใช้และการเรียนเกี่ยวกับปัจจัยเหล่านี้เพื่อใช้ในการพยากรณ์การเคลื่อนไหวของราคาสกุลเงินในอนาคตมันเป็นการเรียนเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกและรอบตัวของเราทั้งในทางเศรษฐกิจและทางการเงิน มันมันมีแนวโน้มที่จะมุ่งเน้นไปที่องค์ประกอบทางเศรษฐกิจมหภาค (เช่น การเติบโตของเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ การว่างงาน) ซึ่งจะส่งผลอะไรก็ตามที่เราซื้อขายอยู่

รูปแบบของข้อมูลที่ใช้ในการวิเคราะห์พื้นฐาน

การวิเคราะห์พื้นฐานให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของราคาที่ควรจะหรืออาจจะส่งผลกระทบต่อเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจ
ข้อมูลพื้นฐานนั้นมีหลากหลายรูปแบบ
มันปรากฎออกมาในรายงานโดย Fed เกี่ยวกับสถิติการขายบ้านในประเทศสหรัฐอเมริกา อีกทั้งมันอาจปรากฎในโอกาสที่ธนาคารกลางยุโรปนั้นจะเปลี่ยนนโยบายการเงินของเขา
การเผยแพร่ข้อมูลนี้ไปสู่สาธารณะมักจะเปลี่ยนพื้นที่ทางเศรษฐกิจ (หรือที่ดีกว่านั้น ความคิดทางเศรษฐกิจ) และสร้างปฎิกิริยาจากผู้ลงทุนและนักเก็งกำไร
แม้แต่ในกรณีที่ยังไม่มีรายงานเฉพาะเผยแพร่ออกมา แต่ความคาดหวังที่ว่ารายงานเหล่านั้นจะออกมานั้นเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของปัจจัยพื้นฐานเหล่านั้น
การเก็งกำไรอัตราดอกเบี้ยนั้นสามารถทำได้เป็น “ตั้งค่าราคา” ชั่วโมงหรือแม้แต่วัน ก่อนที่จะมีการประกาศอัตราดอกเบี้ยจริง

จริงๆแล้ว เราทราบกันอยู่แล้วว่าในบางครั้ง คู่สกุลเงินนั้นอาจเคลื่อนไหวไปมากกว่า 100 pips ก่อนที่จะมีข่าวสำคัญทางเศรษฐกิจ ทำให้เป็นช่วงเวลาที่สามารถสร้างผลกำไรให้กับผู้ที่กล้าทำการเทรดได้
มันเป็นเหตุผลว่าทำไมเทรดเดอร์ Forex หลายๆคนมักจะเตรียมตัวให้พร้อมก่อนที่จะมีการรายงานทางเศรษฐกิจ
โดยทั่วไปแล้ว ตัวบ่งชี้ทางเศรษฐกิจนั้นนับเป็นส่วนใหญ่ของข้อมูลที่ใช้ในการวิเคราะห์ขั้นพื้นฐาน ตัวบางชี้ทางเศรษฐกิจจะให้ข้อมูลเชิงลึกว่าเศรษฐกิจของประเทศนั้นอยู่ในสภาพอย่างไร
ในขณะที่มันสำคัญที่จะรู้ค่าที่เป็นตัวเลขของตัวบ่งชี้ สิ่งที่มีความสำคัญเท่าๆกัน คือความคาดหวังของตลาดและการคาดเดาค่าของตัวบ่งชี้นั้น
การเข้าใจในผลกระทบที่เกิดขึ้นจากตัวเลขเหล่านั้นที่มีความสัมพันธ์กับการพยากรณ์ค่าตัวเลขนั้นเป็นส่วนที่สำคัญที่สุด ปัจจัยเหล่านี้ล้วนต้องมีการพิจรณาเมื่อนำไปใช้ในการตัดสินใจทำการเทรด

การวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือที่สำคัญมากในการประมาณเงื่อนไขทางเศรษฐกิจในอนาคต แต่ไม่มากนัก สำหรับการคาดเดาทิศทางของราคาสกุลเงิน
การวิเคราะห์ประเภทนี้มีพื้นที่สีเทาหลายที่ เนื่องจากข้อมูลพื้นฐานในรูปแบบรายงาน การเผยแพร่ข้อมูลทางเศรษฐกิจหรือประกาศการเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินนั้นมีความไม่แน่นอนมากกว่าตัวบ่งชี้ทางเทคนิค
การเผยแพร่การวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจและรายงานข้อมูลพื้นฐานมักจะเป็นเช่นนี้:
“การเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยนั้นอาจทำให้สกุลเงินEURเพิ่มขึ้น
“สกุลเงิน USD ควรที่จะลดลงไปหากตัวบ่งชี้มีค่าอยู่ในช่วงนั้น
“ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคลดลง 2% จากรายงานที่ผ่านมา

ตลาดมีแนวโน้มตอบสนองตามความรู้สึกของผู้คน ความรู้สึกเหล่านี้อาจขึ้นอยู่กับปฏิกิริยาของพวกเขาต่อรายงานทางเศรษฐกิจ ซึ่งขึ้นอยู่กับการประเมินเงื่อนไขตลาดปัจจุบัน
มีคนอีกมากมายที่มีทั้งความรู้สึกและความคิดแตกต่างกัน
คุณไม่มีทางที่จะรู้ได้อย่างชัดเจน 100% ว่าคู่สกุลเงินจะไปอยู่ที่จุดไหน เพราะข้อมูลพื้นฐานบางตัวเป็นข้อมูลใหม่
แต่เราไม่ได้หมายความว่าคุณควรที่จะเพิกเฉยการวิเคราะห์พื้นฐานนี้
เนื่องจากปริมาณข้อมูลพื้นฐานที่มีอยู่ ผู้คนส่วนมากมักมีเวลาที่ยากลำบากที่จะเข้าใจมันทั้งหมด
ถึงแม้พวกเขาเข้าใจรายงานเฉพาะทางเหล่านั้น แต่ไม่สามารถแยกเป็นภาพเศรษฐกิจที่กว้างขึ้นได้ มันจำเป็นที่จะต้องใช้เวลาและความเข้าใจอย่างลึกซึงเกี่ยวกับข้อมูล
อีกทั้งเนื่องจากข้อมูลพื้นฐานส่วนใหญ่จะถูกรายงานเพียงหน่วยสกุลเงินเดียว ข้อมูลพื้นฐานสำหรับสกุลเงินอื่นๆนั้นยังคงจำเป็นที่ต้องนำมาเปรียบเทียบเพื่อให้ได้ภาพที่แม่นยำและชัดเจน
อยากที่เราได้กล่าวไป ทั้งหมดนี้นั้นเกี่ยวกับการจับคู่สกุลเงินที่แข็งแรงกับสกุลเงินที่อ่อนแอ
ในจุดนี้ คุณอาจยังรอคำตอบของคำถามว่า “การไม่ใช้การวิเคราะห์พื้นฐานก็จะไม่ประสบความสำเร็จในการเทรดหรือไม่?”
การวิเคราะห์ทางเทคนิคดูเหมือนจะเป็นทางเลือกที่นิยมมากกว่าของเทรดเดอร์ Forex ระยะสั้น เนื่องจากพวกเขามุ่งหวังไปที่พฤติกรรมของราคาเป็นหลัก
เทรดเดอร์ระยะกลางและระยะยาวนั้นมักที่จะมุ่งความสนใจไปที่การวิเคราะห์พื้นฐาน เพราะมันช่วยในเรื่องของการประเมินมูลค่าของค่าเงิน ควรใช้ทั้งคู่

กลยุทธ์ที่มุ่งเน้นไปทางเทคนิคนั้นจะถูกปัดออกไปอย่างไม่เหลือชิ้นดี หากมีเหตุการณ์ที่สำคัญเกิดขึ้น ในอีกทาง เทรดเดอร์ที่ดูแต่การวิเคราะห์พื้นฐานนั้นจะพลาดโอกาสพื้นฐานระยะสั้นในการก่อตัวของรูปแบบและระดับต่างๆที่เกิดจากการวิเคราะห์ทางเทคนิค การผสมเทคนิคและการวิเคราะห์พื้นฐานนั้นจะครอบคลุมทุกส่วน คุณจะทราบถึงกำหนดการการเกิดขึ้นของเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจและกิจกรรมต่างๆ แต่ยังสามารถระบุและใช้เครื่องทางเทคนิคที่หลากหลายและรูปแบบที่ผู้เล่นในตลาดให้ความสำคัญ

ในบทเรียนนี้ เราจะพูดคุยกันในปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญที่กระทบต่อสกุลเงิน
มีทั้งอัตราดอกเบี้ย, นโยบายการเงินและรายงานทางเศรษฐกิจเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของตลาด

ทำไมอัตราดอกเบี้ยมีความสำคัญกับเทรดเดอร์ Forex

อัตราดอกเบี้ยนั้นเป็นสิ่งที่ทำให้ Forex ดำเนินไปได้หรือพูดอีกอย่างได้ว่า ตลาด Forex ถูกควบคุมโดยอัตราดอกเบี้ยของโลก อัตราดอกเบี้ยของสกุลเงินอาจเป็นปัจจัยที่ใหญ่ที่สุดในการระบุมูลค่าของสกุลเงินดังนั้นการรู้ว่าธนาคารกลางของแต่ละประเทศตั้งนโยบายการเงินอย่างไร อย่างเช่น การตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ย เป็นสิ่งสำคัญที่คุณควรจะทำความเข้าใจเอาไว้หนึ่งในสิ่งที่มีอิทธิพลที่ใหญ่ที่สุดในการตัดสินใจอัตราดอกเบี้ยคือ ความสมดุลของราคาหรือ “เงินเฟ้อ”
เงินเฟ้อ คือ การเพิ่มขึ้นในราคาสินค้าและบริการอย่างคงที่และต่อเนื่องตัวอย่างเช่น ในปี 1920 จ่ายค่าเครื่องดื่มเพียง 5 เซ็น แต่ในปัจจุบันเราจ่ายมากกว่า 20 เท่าให้กับสินค้าเดียวกัน สิ่งนี้เรียกว่า เงินเฟ้อมันเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วกันว่าเงินเฟ้อนั้นมาพร้อมกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม เงินเฟ้อที่มากเกินไปนั้นก็สามารถเป็นอันตรายต่อเศรษฐกิจและนั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมธนาคารกลางถึงคอยจับตามองตัวบ่งชี้ทางเศรษฐกิจที่มีความสัมพันธ์กับเงินเฟ้อ เช่น CPI และ PCE

ประเทศธนาคารกลาง
AustraliaReserve Bank of Australia (RBA)
CanadaBank of Canada (BOC)
European UnionEuropean Central Bank (ECB)
JapanBank of Japan (BOJ)
New ZealandReserve Bank of New Zealand (RBNZ)
SwitzerlandSwiss National Bank (SNB)
United KingdomBank of England (BOE)
United StatesFederal Reserve (FED)

ในความพยายามที่จะรักษาอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับที่พอดี ธนาคารกลางมักจะเพิ่มอัตราดอกเบี้ย ส่งผลให้การเติบโตโดยรวมต่ำลงและเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นในอัตราที่ช้าลง

มันเกิดขึ้นเพราะการตั้งอัตราดอกเบี้ยที่สูงมักจะบังคับให้ลูกค้าและธุรกิจทำการกู้ยืมน้อยลงและเก็บออมมากขึ้น ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจลดน้อยลง การกู้ยืมจึงมีราคาแพงขึ้น ขณะที่การใช้เงินสดกลายเป็นสิ่งที่น่าสนใจมากขึ้น

ในอีกทางหนึ่ง เมื่ออัตราดอกเบี้ยลดลง ลูกค้าและธุรกิจมีแนวโน้มที่จะกู้ยืมมากขึ้น (เพราะธนาคารมีความต้องการให้กู้ยืม) การส่งเสริมการค้าและการใช้จ่ายเงินทุน ดังนั้นจะช่วยเศรษฐกิจเติบโตขึ้น

4 highschool 02 img01

แล้วมันเกี่ยวอะไรกับตลาด Forex ล่ะ?

มูลค่าของสกุลเงินนั้นขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ย เพราะสิ่งเหล่านี้นั้นสามารถกำหนดการไหลของเงินทุนจากทั่วโลกไปยังและออกจากประเทศต่างๆ พวกมันเป็นสิ่งที่นักลงทุนนั้นใช้ในการตัดสินใจว่าพวกเขาควรที่จะลงทุนในประเทศ หรือไปที่ประเทศอื่น
ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณมีตัวเลือกระหว่างบัญชีออมทรัพย์ที่เสนอดอกเบี้ย 1%และอีกที่ที่เสนอให้ 0.25% คุณจะเลือกอันไหน
แน่นอนว่าต้องเลือกดอกเบี้ย 1% เพราะได้รับดอกเบี้ยสูง สกุลเงินก็เช่นเดียวกัน
ประเทศที่มีอัตราดอกเบี้ยสูง ก็มีแนวโน้มว่าสกุลเงินของประเทศนั้นจะแข็งแรง สกุลเงินที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำก็มักจะมีแนวโน้มว่าจะอ่อนตัวลงในระยะยาว
สิ่งสำคัญที่เราควรจะรู้ไว้คือ อัตราดอกเบี้ยในประเทศนั้นจะส่งผลกระทบโดยตรงกับความรู้สึกของผู้เล่นในตลาดเกี่ยวกับคู่สกุลเงินเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่น

การคาดการณ์อัตราดอกเบี้ย

ตลาดเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาโดยมีการคาดการณ์เหตุการณ์หรือสถานการณ์ที่ต่างกัน อัตราดอกเบี้ยก็เช่นเดียวกันแต่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงบ่อย

เทรดเดอร์ Forex ส่วนใหญ่ไม่ใช้เวลาส่วนใหญ่ของเขาในการมุ่งหาอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากตลาดได้ตั้งราคา พวกมันรวมกันไว้อยู่แล้วในราคาสกุลเงิน แต่สิ่งที่สำคัญมากกว่านั้นคือ การคาดว่าอัตราดอกเบี้ยนั้นจะไปในทิศทางไหน
มันก็ยังคงสำคัญที่คุณควรจะรู้ว่าอัตราดอกเบี้ยนั้นมักที่จะเคลื่อนที่ไปในทางเดียวกันกับนโยบายทางการเงิน หรือให้เฉพาะเจาะจงมากขึ้น มันจะไปในทางเดียวกับจุดสิ้นสุดของวงจรการเงิน หากอัตราดอกเบี้ยนั้นตกลงเรื่อยๆในช่วงระยะเวลาหนึ่ง มันแน่นอนว่าทิศทางตรงข้ามนั้นจะเกิดขึ้น
อัตราดอกเบี้ยนั้นจะต้องเพิ่มขึ้นเมื่อถึงจุดๆหนึ่ง เชื่อได้ว่านักเก็งกำไรนั้นพยายามที่จะคาดเดาให้ได้ว่ามันจะเกิดขึ้นเมื่อไรและเปลี่ยนไปมากเท่าไร
ขณะที่อัตราดอกเบี้ยเปลี่ยนไปพร้อมๆกับการเปลี่ยนแปลงนโยบายทางการเงินทีละน้อย ความอ่อนไหวของสภาพตลาดยังสามารถเปลี่ยนแปลงได้ในทันทีเพียงแค่จากรายงานฉบับเดียว มันเป็นสาเหตุให้อัตราดอกเบี้ยมีการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบที่รุนแรงมากขึ้น หรือแม้แต่ตรงข้ามกับทิศทางที่คาดไว้

ความแตกต่างอัตราดอกเบี้ย

เทรดเดอร์ Forex หลายคนใช้เทคนิคการเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยสกุลหนึ่งไปยังอีกอัตราดอกเบี้ยสกุลหนึ่งเพื่อเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับการตัดสินใจว่าสกุลเงินนั้นจะมีความอ่อนแอหรือแข็งแรง
ความแตกต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยทั้ง 2 เราไม่รู้ว่าสเปรดนี้ถูกต้องหรือไม่แต่การแยกสเปรดของสกุลเงินช่วยได้
ความแตกต่างอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นจะช่วยในการเสริมสร้างสกุลเงินที่ทำให้ผลตอบแทนสูงกว่า ในขณะที่ส่วนต่างที่แคบลงนั้นเป็นผลในทางบวกสำหรับสกุลเงินให้ผลตอบแทนต่ำกว่า
การที่อัตราดอกเบี้ยของทั้ง 2 สกุลเงินนั้นเคลื่อนที่ไปในทางตรงกันข้ามกันมักจะสร้างการเหวี่ยงของราคาตลาดอย่างมาก
อัตราดอกเบี้ยเพิ่มในสกุลเงินหนึ่งที่รวมกับอัตราดอกเบี้ยที่ลดในอีกสกุลเงินหนึ่งนั้นเป็นสมการที่สมบูรณ์แบบมากสำหรับการเหวี่ยงที่ชัดเจน

อัตราดอกเบี้ยที่ระบุไว้ (Nominal Interest Rate)กับ อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Real Interest Rate)

เมื่อผู้คนพูดถึงเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ย พวกเขาอาจหมายถึงอัตราดอกเบี้ยที่ระบุหรืออัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง มันต่างกันอย่างไร
อัตราดอกเบี้ยที่ระบุไม่ได้บอกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด อัตราดอกเบี้ยที่ระบุเป็นอัตราดอกเบี้ยก่อนที่จะมีการปรับเข้ากับอัตราเงินเฟ้อ

อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง = อัตราดอกเบี้ยที่ระบุ – เงินเฟ้อที่คาดการณ์ไว้

อัตราที่ระบุไว้มักจะเขียนไว้หรือเป็นอัตราที่คุณจะเห็นชัดเจน (เช่น อัตราผลตอบแทนจากพันธบัตรรัฐบาล)

ในทางตรงกันข้าม ตลาดซื้อขายไม่ได้ให้ความสำคัญมากนักกับอัตรานี้ แต่จะดูไปที่อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงมากกว่า

ถ้าคุณมีพันธบัตรรัฐบาลที่มีอัตราผลตอบแทนระบุไว้ 6% แต่เงินเฟ้อเป็นอัตรา 5% ต่อปี ผลตอบแทนที่แท้จริงของธันบัตรจะเป็น 1%
นั่นคือความแตกต่างที่ที่เห็นได้ชัด ดังนั้น อย่าลืมแยกความแตกต่างระหว่างสองอย่างนี้เสมอ

 

นโยบายการเงินส่งผลกระทบต่อตลาด Forex อย่างไร

อย่างที่ได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ รัฐบาลแห่งชาติและเจ้าหน้าที่ของธนาคารกลางที่เกี่ยวข้องจะเป็นผู้กำหนดนโยบายการเงินเพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจหรือเป้าหมายที่กำหนดไว้
ธนาคารกลางและนโยบายทางการเงินจะดำเนินงานควบคู่กัน ดังนั้นคุณไม่สามารถพูดถึงเรื่องเดียวโดยไม่พูดถึงอีกเรื่องได้
ในขณะที่นโยบายและเป้าหมายบางส่วนนั้นจะมีความคล้ายกันระหว่างแต่ธนาคารกลาง
ซึ่งแต่ละที่จะมีเป้าหมายที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง และนำมาซึ่งเศรษฐกิจที่โดดเด่น นโยบายการเงินจะได้รับการส่งเสริม มีการรักษาเสถียรภาพราคาและความเติบโตทางเศรษฐกิจ และเพื่อที่จะไปถึงเป้าหมายนี้ ธนาคารกลางจะใช้นโยบายการเงินในการควบคุมเรื่องต่อไปนี้:- อัตราดอกเบี้ย, ค่าใช้จ่ายเงินฝาก
– เงินเฟ้อ
– ปริมาณเงิน
– ข้อกำหนดเงินสำรองที่ทางธนาคารต้องการ
– การปล่อยกู้ของธนาคารเชิงพาณิชย์

ประเภทนโยบายการเงิน

นโยบายการเงินนั้นสามารถเรียกได้หลายทาง นโยบายการเงินแบบหดตัว (Contractionary) หรือแบบถูกจำกัด (Restrictive) มักจะเกิดขึ้นหากปริมาณเงินลดลง และมันยังสามารถเกิดขึ้นจากการเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ย

แนวคิดนี้ คือ การทำให้ความเติบโตทางเศรษฐกิจนั้นเกิดขึ้นช้าลงด้วยอัตราดอกเบี้ยสูง การยืมเงินจะกลายเป็นสิ่งที่ยากขึ้นและมีราคาแพงขึ้น ซึ่งจะลดการใช้จ่ายและการลงทุนของทั้งลูกค้าและธุรกิจ
ในทางกลับกัน นโยบายการเงินแบบขยาย (Expansionary) จะขยายหรือเพิ่มปริมาณเงินหรือลดอัตราดอกเบี้ยลง
ต้นทุนการกู้ยืมเงินนั้นจะลดลงด้วยความหวังที่จะมีการใช้จ่ายและการลงทุนที่มากขึ้น
นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย (Accomodative) มุ่งหวังที่จะสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยการลดอัตราดอกเบี้ยลง
แต่ว่านโยบายการเงินแบบเข้มงวดถูกตั้งเพื่อลดเงินเฟ้อหรือยับยั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยการเพิ่มอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น
ท้ายที่สุด นโยบายการเงินแบบกลางตั้งใจที่จะไม่สร้างการเติบโตหรือสู้กับภาวะเงินเฟ้อ
สิ่งที่สำคัญที่ต้องจำไว้เกี่ยวกับเงินเฟ้อคือธนาคารกลางมักจะมีเป้าหมายเงินเฟ้อในใจอยู่แล้ว คือ2%
พวกเขารู้ว่าภาวะเงินเฟ้อบางครั้งก็เป็นเรื่องดี แต่เงินเฟ้อที่ไม่สามารถควบคุมได้อาจทำลายความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของพวกเขา อาชีพการงานและสุดท้ายคือเงินของพวกเขา
การมีเป้าหมายระดับภาวะเงินเฟ้อ ธนาคารกลางจะช่วยให้ผู้เล่นในตลาดเข้าใจได้ดียิ่งขึ้นว่าพวกเขา (ธนาคารกลาง) จะรับมือกับพื้นที่ทางเศรษฐกิจในปัจจุบันอย่างไร

วงจรนโยบายการเงิน

สำหรับคนที่ติดตามสกุลเงิน USD และเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา จำไม่กี่ปีที่ผ่านมาเมื่อ Fed เพิ่มอัตราดอกเบี้ย 10% โดยไม่บอกไม่กล่าวได้ไหม?
มันเป็นสิ่งที่บ้าที่สุดที่มาจาก Fed และสภาวะการเงินของโลกก็อยู่ในความโกลาหล!
ราคาน้ำมันปิโตรเลียมทะลุเพดาน และนมมีราคาเหมือนทอง
นโยบายการเงินไม่เคยเปลี่ยนแปลงอย่างมากเท่านั้นมาก่อน การเปลี่ยนแปลงนโยบายส่วนมากเปลี่ยนทีละเล็กน้อย การเปลี่ยนแปลงทีละเล็กน้อยนั้นเป็นเพราะผู้มีอำนาจในธนาคารกลางนั้นจะสร้างความวุ่นวายด้วยมือของพวกเขาเองหากอัตราดอกเบี้ยเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเกินไป
ความคิดเช่นนั้นไม่เพียงแค่จะสร้างความวุ่นวายให้กับเทรดเดอร์เพียงแค่คนเดียว แต่เป็นเศรษฐกิจทั้งหมด
มันเป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยเพียงทีละ 0.25~1% และอีกครั้งจำไว้ว่าธนาคารกลางต้องการให้ราคามีความมั่งคง
ส่วนหนึ่งของความมั่นคงมาพร้อมกับจำนวนเวลาที่ต้องใช้ในการทำการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยเหล่านี้ มันอาจใช้เวลาหลายเดือนถึงหลายปี
เหมือนกับเทรดเดอร์ Forex ที่รวบรวมและศึกษาข้อมูลเพื่อพัฒนาไปอีกก้าว นายธนาคารกลางก็ทำงานคล้ายกัน แต่พวกเขาจะมุ่งเน้นไปที่การตัดสินใจเกี่ยวกับเศรษฐกิจภาพรวม ไม่ใช่แค่การค้าเพียงครั้งเดียว
การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างมากอาจเหมือนการเหยียบเบรก ในขณะที่การตัดอัตราดอกเบี้ยลงอาจเป็นเหมือนการเหยียบคันเร่ง แต่คิดไว้เสมอว่าลูกค้าและธุรกิจนั้นมีปฏิกิริยาที่ช้ากว่าเล็กน้อยต่อการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้

ความล่าช้าระหว่างการเปลี่ยนนโยบายการเงินและผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงทางเศรษฐกิจนี้อาจใช้เวลา 1~2ปี

ธนาคารกลางแบบ Hawkish และ Dovish

เราได้รู้ว่าราคาสกุลเงินมีผลกระทบอย่างมากจากการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยของประเทศ
เราได้รู้แล้วว่า อัตราดอกเบี้ยจะได้รับผลกระทบจากมุมมองของธนาคารกลางในทางเศรษฐกิจและความมั่งคงของราคาซึ่งมีผลต่อนโยบายการเงิน
โดยมีธนาคารกลางดำเนินงานเหมือนกับธุรกิจอื่นๆทั่วไป หน้าที่ของพวกเขา คือ เป็นเสียงของธนาคารกลางที่สื่อไปถึงตลาด
มันสำคัญมากที่จะรู้ว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้นเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงนโยบายที่อาจเกิดขึ้นในขณะที่ประธานธนาคารกลางไม่ใช่ผู้ตัดสินใจในนโยบายการเงินของประเทศหรือทางเศรษฐกิจเพียงผู้เดียวอีกทั้งไม่ใช่เจ้าหน้าที่ธนาคารกลางทุกที่จะมีอำนาจเท่ากัน
การกล่าวประกาศของธนาคารกลางมีวิธีกระตุ้นให้เกิดการตอบสนองตลาด ดังนั้นควรระวังการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วหลังการประกาศเหล่านั้นการกล่าวประกาศอาจรวมทุกอย่างตั้งแต่ การขึ้นอัตราดอกเบี้ย การปรับลดหรือคงเดิม, การพูดคุยเรื่องการวัดการเติบโตทางเศรษฐกิจและทัศนียภาพ การประกาศนโยบายการเงินเพื่อสรุปการเปลี่ยนแปลงปัจจุบันและอนาคต
ทันทีที่การประกาศถูกกล่าว สำนักข่าวทั่วโลกให้ข้อมูลแก่สาธารณะ
แต่อย่าสิ้นหวังไปหากคุณไม่สามารถปรับให้เข้ากับเหตุการณ์ปัจจุบันได้ ทันทีที่สุนทรพจน์หรือการประกาศถูกกล่าว สำนักข่าวทั่วโลกให้ข้อมูลแก่สาธารณะ
นักวิเคราะห์และเทรดเดอร์ Forex รับข่าวเหมือนกันและพยายามที่จะวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยหรือข้อมูลการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้อง
เช่นเดียวกับที่ตลาดตอบสนองต่อการเปิดตัวรายงานเศรษฐกิจหรือตัวบ่งชี้อื่นๆ เทรดเดอร์ Forex มีปฏิกิริยาอย่างมากต่อกิจกรรมของธนาคารกลางและการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยเมื่อพวกเขาไม่ได้ไปตามการคาดการณ์ของตลาดในปัจจุบัน
มันง่ายขึ้นที่จะล่วงรู้ว่าทำไมนโยบายการเงินพัฒนาไปอย่างไรเมื่อเวลาผ่านไป เนื่องจากความโปร่งใสที่เพิ่มขึ้นของธนาคารกลาง
อีกทั้งยังเป็นไปได้เสมอที่ธนาคารกลางจะเปลี่ยนทัศนะในดีขึ้นหรือลดขนาดลงกว่าที่คาดไว้ ในช่วงเวลาเหล่านี้ ที่ซึ่งตลาดมีความผันผวนอย่างมากและควรที่จะใช้ความระมัดระวังอย่างมากในการถือตำแหน่งและการวางตำแหน่งใหม่

ธนาคารกลางแบบ Hawkish และ Dovish

ธนาคารกลางสามารถถูกมองได้ว่าเป็นแนวคิดแบบ Hawkish หรือ Dovish ขึ้นอยู่กับว่าวิธีการที่พวกเขาเข้าหาสถานการณ์ทางเศรษฐกิจอย่างไร
ธนาคารกลางที่เป็นแนวคิดแบบ Hawkish จะสนับสนุนการเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยเพื่อแก้ไขภาวะเงินเฟ้อหรือแม้แต่ความเสียหายจากการเติบโตทางเศรษฐกิจและการจ้างงาน
ตัวอย่างเช่น ธนาคารแห่งอังกฤษ(ฺBank of England) ชี้ให้เห็นถึงมีภัยคุกคามของภาวะเงินเฟ้อที่สูง ธนาคารแห่งอังกฤษ(Bank of England) ถ้าพวกเขาทำรายงานที่เอนเอียงไปสู่การเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยเพื่อลดอัตราเงินเฟ้อที่สูง ถือว่าเป็นแบบ Hawkish
ในทางกลับกัน นายธนาคารกลางแบบ Dovish นั้นมักจะสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจและการจ้างงานมากกว่าอัตราดอกเบี้ยที่รัดกุม อีกทั้งยังมีแนวโน้มที่จะมีท่าทีที่ไม่รุนแรงหรือมุมมองเกี่ยวกับเหตุการณ์หรือการกระทำทางเศรษฐกิจ

คุณอาจจะพบธนาคารที่อยู่ทั้งสองฝั่ง คือ Hawkish และ Dovish มากมาย อย่างไรก็ตาม ความจริงจะเปิดเผยเมื่อมีสภาพตลาดที่รุนแรงมากเกิดขึ้น

ปัจจัยพื้นฐานที่กระทบต่อมูลค่าสกุลเงิน

มีปัจจัยพื้นฐานหลายตัวที่ช่วยกำหนดความแข็งแรงหรือการอ่อนตัวในระยะยาวของสกุลเงินหลักและส่งผลกระทบต่อคุณในฐานะเทรดเดอร์ Forex เราได้รวมสิ่งที่เราคิดว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ดังนี้

การเติบโตและแนวโน้มทางเศรษฐกิจ

เราเริ่มง่ายๆจากเศรษฐกิจและแนวโน้มที่เกิดขึ้นโดยลูกค้า ภาคธุรกิจและรัฐบาล มันง่ายที่จะเข้าใจว่าเมื่อลูกค้ารับรู้ว่าเศรษฐกิจมีความแข็งแรง ผู้บริโภคจะมีความสุขและรู้สึกปลอดภัยและพวกเขาจะใช้เงิน บริษัทจะเต็มใจที่จะรับเงินนี้และคิดว่าเราจะทำอะไรกับเงินเหล่านี้

ในทางกลับกัน เศรษฐกิจที่มีอ่อนแอมักจะมาพร้อมกับลูกค้าที่ไม่ใช้จ่ายกัน ธุรกิจที่ไม่สามารถสร้างเงินได้หรือไม่มีค่าใช้จ่าย ดังนั้น รัฐบาลเป็นเพียงที่เดียวที่ยังคงใช้จ่าย แต่คุณคงจะเริ่มเข้าใจแนวคิดนี้แล้ว แนวโน้มทางเศรษฐกิจทั้งทางบวกและทางลบอาจส่งผลกระทบทางตรงในตลาดสกุลเงินได้

การไหลเวียนของเงินทุน

โลกาภิวัฒน์ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและอินเตอร์เน็ต ทั้งหมดนี้มีส่วนร่วมในการเพิ่มความสะดวกสบายให้กับการลงทุนในแทบทุกที่บนโลกก ไม่ว่าคุณเรียกที่ไหนว่าบ้านก็ตาม

การไหลเวียนของเงินทุนนั้นสามารถวัดจำนวนเงินที่ไหลเข้าและออกจากประเทศหรือเศรษฐกิจได้ เนื่องจากมันเป็นการลงทุนในการซื้อและขาย สิ่งสำคัญที่คุณต้องติดตามคือความสมดุลเงินทุนหมุนเวียน ซึ่งสามารถเป็นได้ในทางบวกหรือลบ

เมื่อประเทศมีดุลเงินทุนหมุนเวียนเป็นบวก การลงทุนต่างประเทศจะเข้ามาในประเทศมากกว่าการลงทุนออกนอกประเทศ

ดุลเงินทุนหมุนเวียนทางลบนั้นตรงกันข้าม การลงทุนจะออกนอกประเทศไปยังประเทศปลายทางจะมากกว่าการเข้ามาลงทุนในประเทศ ยิ่งมีการเข้ามาลงทุนในประเทศมากเท่าไร ความต้องการสำหรับสกุลเงินของประเทศนั้นจะเพิ่มขึ้นเนื่องจากนักลงทุนต่างชาติต้องการขายสกุลเงินเพื่อซื้อสกุลเงินท้องถิ่น ความต้องการนี้ทำให้สกุลเงินมีมูลค่าเพิ่มขึ้นด้วย

เมื่อการลงทุนต่างชาติถอยกลับและนักลงทุนในประเทศก็จะต้องการเปลี่ยนและออกจากการเทรดนั้น จากนั้นคุณจะมีสกุลเงินท้องถิ่นมากมาย เนื่องจากทุกคนทำการซื้อขายสกุลเงินของประเทศหรือของเศรษฐกิจที่พวกเขาลงทุน เงินทุนต่างชาติไม่ต้องการอะไรนอกจากให้ประเทศมีอัตราดอกเบี้ยที่สูงและมีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง และถ้าหากประเทศใดที่ยังมีตลาดการเงินในประเทศที่สามารถเติบโตได้อยู่นั้นก็ยิ่งดีและเมื่อสกุลเงินท้องถิ่นมีความต้องการที่มากขึ้น มูลค่าของสกุลเงินนั้นก็จะขึ้นสูงไปด้วย

กระแสการค้าและดุลการค้า

เราอยู่ในตลาดระดับโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ประเทศต่างๆขายสินค้าของเขาไปยังประเทศต่างๆที่พวกเขาส่งออก ในขณะเดียวกันก็ซื้อ(นำเข้า)สินค้าที่ต้องการจากประเทศอื่นๆ
ทุกๆครั้งที่คุณซื้อของ คุณต้องจ่ายเงินที่คุณหาได้ออกไป ใครก็ตามที่คุณซื้อของจากเขาก็ต้องทำเหมือนกัน
ผู้นำเข้าประเทศสหรัฐแลกเงินกับผู้ส่งออกประเทศจีนเมื่อพวกเขาซื้อสินค้า และผู้นำเข้าประเทศจีนแลกเงินกับผู้ส่งออกชาวยุโรปเมื่อพวกเขาซื้อสินค้า ทุกการซื้อขายทั่วโลกมาพร้อมกับการแลกเปลี่ยนเงิน ที่ซึ่งจะเปลี่ยนเป็นกระแสการไหลของสกุลเงินของประเทศ

ดุลการค้า สามารถวัดอัตราการส่งออกนำเข้าสำหรับเศรษฐกิจได้ มันแสดงให้เห็นถึงความต้องการของสินค้าและบริการของประเทศนั้นๆ และสกุลเงินของประเทศนั้นๆเช่นเดียวกัน ถ้าการส่งออกมากกว่าการนำเข้า จะเกิดสภาพการเกินดุลการค้าและดุลการค้าจะเป็นบวก ตรงกันข้ามถ้าการนำเข้ามากกว่าการส่งออก จะเกิดสภาพการขาดดุลการค้าและดุลการค้าจะเป็นลบ

การส่งออก > การนำเข้า= เกินดุลการค้า = ดุลการค้าเป็นบวก
การนำเข้า > การส่งออก = ขาดดุลการค้า = ดุลการค้าเป็นลบ

การขาดดุลการค้ามีแนวโน้มที่จะผลักดันราคาสกุลเงินลดลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่นๆ ผู้นำเข้าสุทธิต้องขายสกุลเงินเพื่อที่จะซื้อสกุลเงินของผู้ค้าต่างชาติที่ขายสินค้าที่เขาต้องการ เมื่อมีการขาดดุลการค้า สกุลเงินท้องถิ่นจะถูกขายเพื่อซื้อสินค้าต่างชาติ ดังนั้น สกุลเงินของประเทศที่ขาดดุลการค้าจึงมีความต้องการต่ำเมื่อเทียบกับสกุลเงินประเทศที่มีการค้าเป็นบวก
ผู้ส่งออกสุทธิ สำหรับประเทศที่มีการส่งออกมากกว่าการนำเข้า จะเห็นว่าสกุลเงินของพวกเขาถูกซื้อมากกว่าโดยประเทศที่สนใจในการซื้อสินค้าส่งออก มันมีความต้องการมากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้สกุลเงินมีมูลค่าที่สูงขึ้น ทั้งหมดเกิดจากความต้องการในสกุลเงิน สกุลเงินที่มีความต้องการสูงมีแนวโน้มที่จะมีมูลค่ามากกว่าสกุลเงินที่มีความต้องการต่ำ

ที่มาของข่าวสาร Forex และข้อมูลข่าวสารของตลาด

เมื่อพูดถึงการซื้อขายข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญ
ราคาสกุลเงินจะผันผวน จากรายงานทางเศรษฐกิจ, ประกาศของธนาคารกลางหรือข้อมูล เช่น ความผันผวนของอัตราดอกเบี้ย เป็นต้นข่าวที่ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยเหล่านั้นจะเปลี่ยนแปลงคู่สกุลเงินเป้าหมายของคุณคือการประสบความสำเร็จในการเทรด และมันจะเกิดขึ้นได้ง่ายมากเมื่อคุณรู้ว่าทำไมราคาจึงเคลื่อนที่ไปในทางนั้นๆ เทรดเดอร์ Forex ที่ประสบความสำเร็จนั้นไม่ได้เกิดมาแล้วประสบความสำเร็จเลย พวกเขาถูกสอน และพยายามเรียนรู้มันเทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์สามารถทำได้ คือ การมองผ่านสิ่งที่ไม่ชัดเจน นั่นคือ ข่าวสารและข้อมูลของ Forex เลือกในสิ่งที่มีความสำคัญกับเทรดเดอร์ในขณะนั้นและตัดสินใจซื้อขายได้อย่างถูกต้อง

จะหาข่าวสาร Forex และข้อมูลของตลาดจากที่ไหน

ข่าวสารและข้อมูลของตลาดมีอยู่ตามแหล่งข่าวมากมายด้วยอินเตอร์เน็ต คุณสามารถเข้าถึงข้อมูลมากมายทุกที่ทุกเวลา ไม่เพียงเท่านั้นอย่าลืมหนังสือสื่อสิ่งพิมพ์และทีวี นอกจากนี้ยังมีเว็บไซต์บริการและรายการทีวีมากมายที่แนะนำเกี่ยวกับสกุลเงินโดยเฉพาะ ดังนั้นเทรดเดอร์จึงใช้ข้อมูลเหล่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่นั้นไม่มีค่าใช้จ่าย เราลองไปดูที่แหล่งข่าวที่เราชอบเพื่อช่วยคุณเริ่มการหาข้อมูลกัน

แหล่งข่าวสารทางการเงินแบบดั้งเดิม

มีแหล่งข่าวทางการเงินหลายแหล่ง ก่อนอื่นเรามาใช้ข่าวสารในแหล่งที่มีชื่อเสียงก่อน
ซึ่งจะให้ข้อมูลตลอด 24 ชั่วโมงด้วยการอัปเดตทุกวันในข่าวใหญ่ที่คุณจำเป็นต้องรู้ เช่น การประกาศของธนาคารกลาง การเผยแพร่รายงานทางเศรษฐกิจ และการวิเคราะห์ เป็นต้น
– สำนักข่าวรอยเตอร์ (Routers)
– Wall Street Journal
– Bloomberg
– MarketWatch.com

ข่าวสารแบบเรียลไทม์

 

4 highschool 06 img01

ถ้าคุณต้องการเข้าถึงการเคลื่อนที่ในตลาดสกุลเงินได้ทันที เครือข่ายทีวีเกี่ยวกับการเงินมีเปิดให้ข่าวสารตลอด24ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์เพื่อให้คุณทันกับทุกข่าวสารของตลาดการเงินโลก

ในสหรัฐ ช่องที่ได้รับความนิยมสูงคือ ช่อง Bloomberg, Fox Business, CNBC, MSNBC และ CNN และคุณอาจเพิ่ม BBC เข้าไปด้วยก็ได้

อีกหนึ่งทางเลือกสำหรับข้อมูลแบบทันเวลานั้นมาจากแพลทฟอร์มเทรด Forex ของคุณ โบรกเกอร์ Forex หลายที่ได้รวมข่าวสารแบบถ่ายทอดสดไว้ในซอร์ฟแวร์ของพวกเขา เพื่อให้คุณเข้าถึงได้ง่ายและทันท่วงทีต่อเหตุการณ์และข่าวสารตลาดปัจจุบัน

ปฏิทินทางเศรษฐกิจ

เมื่อดูปฏิทินทางเศรษฐกิจ จะเห็นได้ว่า Fed จะประกาศอัตราดอกเบี้ยเมื่อใด, อัตราที่เท่าไรที่คาดการณ์ไว้, อัตราใดที่เกิดขึ้นจริงและผลกระทบแบบใดที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงนี้ในตลาดปัจจุบัน ทั้งหมดนี้สามารถเป็นไปได้ในปฏิทินทางเศรษฐกิจ
ปฎิทินที่ดีจะแสดงให้คุณเห็นเดือนและปีที่ต่างกัน ให้คุณเลือกสกุลเงินและให้คุณเข้าถึงโซนเวลาท้องถิ่นของคุณและใช้งานง่าย
มีเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจและรายงานข้อมูลเกิดขึ้นบ่อยกว่าที่คนส่วนใหญ่ทำการติดตามทั้งหมดได้ ข้อมูลนี้มีศักยภาพที่จะเปลี่ยนแปลงตลาดในระยะสั้นและเร่งการเคลื่อนไหวของคู่สกุลเงินที่คุณอาจจับตามองอยู่

โชคดีที่ข่าวสารทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่ที่มีความสำคัญต่อเทรดเดอร์ Forex นั้นถูกวางแผนไว้ล่วงหน้าก่อนหลายเดือน

ความลับของข้อมูลทางตลาด

เวลาของรายงานที่คุณอ่านนั้นมีความสำคัญมาก หลายสิ่งได้เกิดขึ้นแล้วและตลาดมีการปรับราคาไปแล้วหลังจากที่พิจารณาข้อมูลเหล่านั้น
ถ้าตลาดได้เปลี่ยนไปแล้ว คุณอาจต้องปรับความคิดและกลยุทธ์ปัจจุบันของคุณ ติดตามดูข่าวนั้นว่าออกมานานเท่าไรแล้ว หรือไม่คุณก็จะเจอว่าคุณอ่านข่าวของเมื่อวาน

คุณยังต้องสามารถตรวจสอบว่าข่าว Forex ที่คุณรับมืออยู่นั้นเป็นความจริงหรือเรื่องแต่ง ข่าวลือหรือความคิดเห็น

ข่าวลือเกี่ยวกับข้อมูลทางเศรษฐกิจนั้นมีอยู่จริง และพวกมันสามารถเกิดขึ้นได้เป็นนาทีจนถึงหลายชั่วโมงก่อนที่ข้อมูลจริงที่กำหนดไว้จะถูกปล่อยออกมา ข่าวลือเหล่านี้จะทำให้เกิดพฤติกรรมระยะสั้นของเทรดเดอร์ และในบางครั้ง ผลกระทบนั้นอาจยังคงอยู่และส่งผลต่อความเชื่อมั่นของตลาด

สิ่งที่คุณต้องทำในฐานะเทรดเดอร์ Forex คือ การวางแผนการค้าที่ดีและมีปฏิกิริยาที่รวดเร็วต่อข่าวสารที่เป็นข่าวลือหลักจากที่พวกเขาพิสูจน์ได้แล้วว่าจริงหรือปลอม การมีแผนการจัดการความเสี่ยงที่รอบคอบในกรณีนี้จะช่วยคุณไว้ได้อย่างมากเลย

รู้ว่าใครคือคนรายงานข่าว

เป็นนักวิเคราะห์หรือนักเศรษฐศาสตร์ นักเศรษฐศาสตร์หรือเจ้าของบทความ Forex ใหม่ล่าสุดของบล็อก หรืออาจเป็นนักวิเคราะห์แห่งธนาคารกลางหรือไม่?
ยิ่งคุณอ่านหรือดูข่าวหรือสื่อ Forex มากเท่าไร คุณจะสามารถเข้าถึงความเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องด้านการเงินและ Forexได้
ว่าพวกเขาเสนอเพียงความคิดเห็น หรือบอกข้อเท็จจริงตามข้อมูลที่รายงานล่าสุดหรือไม่?

ยิ่งคุณรู้ว่าข่าวมาจากใครคุณจะยิ่งสามารถรู้ได้ถึงความแม่นยำของข่าวนั้นๆ ผู้รายงานเหล่านั้นมักจะมีความชัดเจนของตัวเองและมีจุดแข็งและจุดอ่อนที่เห็นได้ชัด

 

ข่าวสารการคาดการณ์ตลาดและผลกระทบต่อสกุลเงิน

4 highschool 07 img01

การคาดการณ์ของตลาดโดยรวม

การคาดการณ์ของตลาดโดยรวม เป็นข้อตกลงที่เกี่ยวข้องกับการคาดการณ์เศรษฐกิจหรือข่าวที่จะเกิดขึ้น การคาดการณ์เศรษฐกิจนั้นจัดทำขึ้นโดยนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำหลายท่านจากธนาคาร เช่น สถาบันทางการเงินหรือองค์กรอื่นที่เกี่ยวข้องกับหลักทรัพย์

จะเห็นได้ว่าการคาดการณ์ทั้งหมดจะถูกนำมารวมกันและเฉลี่ยออกไป และค่าเฉลี่ยเหล่านี้ที่ปรากฏขึ้นบนกราฟหรือปฎิทินที่ออกแบบขึ้นเพื่อกำหนดระดับความคาดหวังสำหรับรายงานหรือเหตุการณ์นั้นๆ

ข้อมูลขาเข้าหรือข้อมูลที่แท้จริงนั้นจะถูกเปรียบเทียบกับเลขพื้นฐานเหล่านี้ ข้อมูลขาเข้านั้นมักจะถูกระบุไว้ดังต่อไปนี้
– “ตามที่คาดหวัง” – ข้อมูลที่รายงานนั้นใกล้เคียง หรือเท่ากับที่ได้คาดการณ์เอาไว้
– “ดีกว่าที่คาดหวัง” – ข้อมูลที่รายงานนั้นดีกว่าที่ได้คาดการณ์เอาไว้
– “แย่กว่าที่คาดหวัง” – ข้อมูลที่รายงานนั้นแย่กว่าที่ได้คาดการณ์เอาไว้

ไม่ว่าเป็นข้อมูลที่เข้ามาจะเข้ากับความเป็นเอกฉันท์หรือไม่ สิ่งที่สำคัญคือการประเมินผลสำหรับการระบุการเคลื่อนไหวของราคาและสิ่งที่สำคัญพอๆกันก็คือการกำหนดว่าข้อมูลนั้นดีกว่าหรือแย่กว่าที่คาดการณ์ไว้ ขนาดระดับความแม่นยำที่น้อยลงนั้นจะเพิ่มโอกาสที่ราคาจะเปลี่ยนแปลงไปเมื่อรายงานถูกปล่อยออกมา

เทรดเดอร์ Forex หลายคนได้รวมการคาดหวังสำหรับความเป็นเอกฉันท์เข้ากับการเทรดของพวกเขา และรวมเข้ากับสภาพตลาดก่อนที่รายงานจะถูกปล่อยออกมา

อย่างที่ชื่อมันบอกเอาไว้ “การรวม (Price in)” หมายถึง การที่เทรดเดอร์นั้นมีมุมมองเกี่ยวกับเหตุการณ์เกี่ยวกับเหตุการณ์เหล่านั้นและทำการวางเดิมพันลงกับมันไว้ก่อนที่ข่าวจะถูกปล่อยออกมา

ยิ่งรายงานนั้นมีแนวโน้มที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงของราคามากเท่าไร เทรดเดอร์จะยิ่งทำการเดิมพันกับความคาดหวังไว้เร็วขึ้นเท่านั้น แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่านี่เป็นกรณีที่เกิดขึ้นกับตลาดในปัจจุบัน?

คุณไม่สามารถบอกมันได้ทุกครั้งหรอก ดังนั้นคุณต้องพยายามทำความเข้าใจด้วยตัวเองเพื่อให้ท่วงทันสิ่งที่ตลาดต้องการและพฤติกรรมของราคานั้นเป็นเช่นไรก่อนที่รายงานจะถูกปล่อยออกมาและมันจะบอกให้คุณทราบได้ว่าตลาดนั้นตั้งราคารวม(Price in)ไปเท่าไร มีหลายสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้ก่อนที่รายงานจะถูกปล่อยออกมา ดังนั้นจงจับตาดูไว้

ความเชื่อมันตลาดอาจพัฒนาขึ้นหรือแย่ลงก่อนมีการปล่อยรายงานต่างๆออกมา ดังนั้นคุณควรระวังว่าราคานั้นอาจมีปฎิกิริยาไปในทางเดียวกัน หรือตรงกันข้ามกับแนวโน้มของราคา

มันเป็นไปได้เสมอที่ข้อมูลที่รายงานออกมานั้นจะตรงกันข้ามกับความคาดหวังอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นอย่าไปเดิมพันตามความคาดหวังของผู้อื่น และเมื่อความผิดพลาดนั้นเกิดขึ้น คุณสามารถมั่นใจได้ว่าการเคลื่อนไหวของราคานั้นจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

ดังนั้นคุณต้องช่วยตัวเองออกมาจากเหตุการณ์เช่นนั้น โดยการคาดการณ์ (และผลลัพธ์อื่นๆที่สามารถเกิดขึ้นได้) ให้เกิดขึ้น

คิดอยู่เสมอว่า “ถ้าหาเกิดขึ้น จะทำอย่างไร?”

ถ้าหากรายงานนั้นออกมาอยู่ต่ำกว่าความคาดหวังประมาณครึ่งเปอร์เซ็น? การเคลื่อนไหวของราคานั้นจะลงไปกี่ Pip? แล้วอะไรที่จำเป็นที่จะต้องเกิดขึ้นเพื่อที่จะให้ Pip ตกลงไป 40 Pip? มีอะไรอีกไหม?

ลองจินตนาการถึงเหตุการณ์ที่ต่างกัน และเตรียมพร้อมสำหรับการตอบสนองต่อปฏิกิริยาของตลาด คุณต้องเป็นฝ่ายรุกเช่นนี้จะทำให้คุณอยู่นำหน้าเกมส์

แก้ไขข้อมูลแล้ว!?

ข้อมูลทางเศรษฐกิจอาจมีการเขียนหรือแก้ไขขึ้นมาใหม่ได้

มาดูตัวอย่างข้อมูลตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Non-Farm Payroll employment numbers: NFP) รายเดือน อย่างที่ได้กล่าวไป รายงานนี้ปล่อยออกมาทุกเดือน มันมักจะรวมข้อมูลที่แก้ไขใหม่ของตัวเลขเดือนก่อนหน้า

เราจะสมมติว่าเศรษฐกิจสหรัฐอยู่ในช่วงตกต่ำและตัวเลข NFP ของเดือนมกราคมลดลงมา 50,000 ซึ่งเป็นจำนวนการจ้างงานที่หายไป และตอนนี้คือ เดือนกุมภาพันธ์ NFP คาดไว้ว่าจะลดลงไปอีก 35,000

แต่ NFP จริงๆแล้วลดลงเพียงแค่ 12,000 ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่คาดคิดเลย อีกทั้ง ข้อมูลที่แก้ไขแล้วของเดือนมกราคม ซึ่งได้แสดงอยู่ในรายงานเดือนกุมภาพันธ์ ได้รับแก้ไขใหม่โดยแสดงการลดลงเพียง 20,000

4 highschool 07 img02

ในฐานะเทรดเดอร์ คุณต้องระวังสถานการณ์เช่นนี้เมื่อข้อมูลมีการแก้ไข การไม่ทราบว่ามีการแก้ไขข้อมูลของเดือนมกราคม คุณอาจมีปฏิกิริยาทางลบต่อจำนวนงานที่หายไปที่เพิ่มขึ้นมา 12,000งานในเดือนกุมภาพันธ์ มันยังเป็นเพียง 2 เดือนของการลดการจ้างงาน ซึ่งไม่ดีนัก อย่างไรก็ตาม การคำนึงถึงตัวเลข NFP ที่แก้ไขในเดือนมกราคมและการอ่านค่า NFP ที่ดีขึ้นกว่าที่คาดหวังในเดือนกุมภาพันธ์นั้น ตลาดอาจเห็นว่าเป็นการเริ่มต้นจุดเปลี่ยนแปลง ช่วงการจ้างงานในตอนนี้นั้นแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดหากคุณดูไปที่ข้อมูลขาเข้าและข้อมูลที่แก้ไขแล้วของเดือนก่อน

คุณต้องมั่นใจว่าไม่เพียงแต่ตรวจสอบว่าข้อมูลที่แก้ไขแล้วยังมีอยู่หรือไม่ แต่ยังควรที่จะบันทึกขอบเขตการแก้ไขและปริมาณที่แก้ไขเหล่านั้นด้วย การแก้ไขที่มากขึ้นนั้นจะมีน้ำหนักมากเมื่อนำไปใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลปัจจุบันที่ปล่อยออกมา
การแก้ไขอาจช่วยให้ยืนยันการเปลี่ยนแปลงของแนวโน้มที่เป็นไปได้หรืออาจไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลย ดังนั้นระวังข้อมูลที่ปล่อยออกมา