fbpx

พื้นฐานฟอเร็กซ์ Level 16

เนื้อหาในบทความนี้

การเทรด Breakout และ False Breakout

การเทรดโดย Breakout

การ Breakout คืออะไรและเราจะทำใช้ประโยชน์จากพวกมันได้อย่างไร?

3 highschool 01 img01

การ Breakout จะเกิดขึ้นได้เมื่อราคานั้น “แยกตัวออก” จากการกระจุกตัวของราคา(Range) หรือช่วงการเทรด การ Breakout ยังสามารถเกิดขึ้นเมื่อระดับราคาที่เฉพาะแยกออกมา อย่างเช่น ระดับแนวรับและแนวต้าน จุด Pivot Point และระดับ Fibonacci เป็นต้น
และด้วยการเทรดโดยการ Breakout เป้าหมายคือการเข้าไปสู่ตลาดเมื่อราคาเกิดการ Breakout และสามารถเทรดต่อไปได้อย่างต่อเนื่องจนกระทั่งความผันผวนนั้นอ่อนตัวจนหมดลง

ความผันผวนสำคัญกว่าปริมาณการซื้อขาย

คุณจะสังเกตได้ว่ามันต่างจากการซื้อขายหุ้นหรือฟิวเจอร์ส มันไม่มีทางที่คุณจะได้เห็นจำนวนการซื้อขายเกิดขึ้นในตลาด Forex ได้
ในการเทรดหุ้นหรือฟิวเจอร์ส จำนวนเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับการเกิด Breakout ที่ดี ดังนั้นการที่เราได้มีข้อมูลนี้ใน Forex นั้นจะทำให้เราเสียเปรียบ
และเพราะความเสียเปรียบนี้ เราจึงต้องพึ่งทั้งการจัดการความเสี่ยงที่ดีและเกณฑ์ทางเลือกเพื่อที่จะวางตำแหน่งตัวของเราไว้ในตำแหน่งที่มีจุด Breakout ที่ดี
หากการเคลื่อนไหวของราคานั้นมีขนาดใหญ่ในระยะเวลาที่สั้น นั่นแปลว่าความผกผันของราคานั้นจะอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง
ในทางกลับกัน หากมันมีการเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยในช่วงเวลาสั้นๆ ความผกผันของราคานั้นจะอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ
ในขณะที่เราตัดสินใจว่าจะเข้าตลาดหรือไม่เมื่อมันมีการเคลื่อนไหวเร็วมาก คุณมักจะรู้สึกว่าตัวเองนั้นมีความเครียดและประหม่ามากกว่าเดิม และมักจะตัดสินใจพลาดโดยที่เอาเงินไปลงทุนได้
ความผันผวนที่สูงนี้ เป็นสิ่งที่ดึงดูดเทรดเดอร์ forex หลายๆคน แต่มันก็สร้างความเสียหายให้เทรดเดอร์หลายคนเช่นเดียวกัน
และต่อไปนี้เราจะอธิบายเกี่ยวกับวิธีการใช้ประโยชน์จากความผันผวน

แทนที่จะตามคนอื่นและพยายามที่จะกระโดดเข้าตลาดในขณะที่สภาพตลาดมีความผกผันอย่างมาก มันน่าจะดีกว่ามากหากคุณจะมองหาคู่สกุลเงินที่ความผกผันที่ค่อนข้างต่ำ

วิธีการวัดความผกผัน

ความผกผันนั้นเป็นสิ่งที่เราสามารถใช้ได้ในการช่วยหาโอกาสในการเทรดด้วย Breakout ที่ดีได้
ระดับความผกผันจะวัดการเปลี่ยนแปลงของราคาในช่วงระยะเวลาหนึ่ง และข้อมูลเหล่านี้จะสามารถช่วยในการจับ Breakout ที่อาจเกิดขึ้นได้
ตัวบ่งชี้บางตัวนั้นสามารถช่วยให้คุณหาความผกผันของคู่สกุลเงินของคุณได้ และการใช้ตัวบ่งชี้เหล่านี้จะสามารถช่วยคุณได้อย่างมากเมื่อคุณมองหาโอกาสในการเกิด Breakout

1. ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่- Moving Average

ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่(Moving Average) นั้นน่าจะเป็นตัวบ่งชี้ที่เป็นที่นิยมมากที่สุดที่ใช้โดยเทรดเดอร์ Forex และถึงแม้ว่ามันจะเป็นเครื่องมือที่ง่าย มันจะให้ข้อมูลที่ไม่เป็นตัวมูลค่า
อธิบายง่ายๆเลย ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ คือ การวัดค่าเฉลี่ยของการเคลื่อนที่ของตลาดในช่วงเวลา X โดย X นั้นเป็นช่วงเวลาไหนก็ได้ที่คุณต้องการ
ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณใช้ SMA 20 ช่วงในกราฟรายวัน มันจะแสดงให้เห็นถึงค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ในช่วง 20 วันที่ผ่านมา
นอกจากนี้ยังมีค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่อีกหลายประเภท แต่สำหรับวัตถุประสงค์ของบทเรียนนี้ เราจะไม่ลงลึกไปในรายละเอียดของพวกมัน
ลองกลับไปดูที่บทเรียนของเราเรื่อง ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่(Moving Average)

3 highschool 02 img01

2. Bollinger Bands

Bollinger Bands คือเครื่องมือที่ยอดเยี่ยมมากสำหรับการวัดความผกผันของราคาเพราะว่ามันถูกสร้างมาเพื่อทำเช่นนั้น
Bollinger Bands นั้นมี 2 เส้นที่วาง 2 ส่วนเบี่ยงเบนมาตราฐานไว้บนและล่างของค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่สำหรับจำนวน x เวลา โดยที่ x ช่วงเวลาเท่าไรก็ได้ที่คุณต้องการ
ดังนั้น หากเราตั้งมันไว้ที่ 20 เราจะได้เส้น SMA 20 และเส้นอีก 2 เส้น โดยเส้นหนึ่งจะวาดที่จุด +2 SD เหนือเส้น SMA และอีกเส้นหนึ่งจะวาดที่จุด -2 SD ด้านล่าง
และเมื่อ Band นั้นหดตัวลง มันจะบอกให้คุณทราบว่าความผกผันนั้นต่ำ
เมื่อ Band นั้นขยายตัวออก มันจะบอกให้ทราบว่าความผกผันนั้นสูง

หากต้องการข้อมูลและคำอธิบายเพิ่มเติม ลองไปดูที่บทเรียนของเราเรื่อง Bollinger Bands

3 highschool 02 img02

3. Average True Range (ATR)

ATR เป็นเครื่องมือที่ยอดเยี่ยมในการวัดค่าความผกผัน เพราะมันจะสามารถบอกเราถึงค่าเฉลี่ยในช่วงราคาของตลาดในระยะเวลา X โดยที่ X สามารถเป็นระยะเวลาเท่าใดก็ได้ตามที่ต้องการ
ดังนั้น หากคุณตั้ง ATR ไว้ที่ 20 บนกราฟรายวันของคุณ มันจะแสดงให้เห็นถึงค่าเฉลี่ยช่วงราคาในช่วง 20 วันที่ผ่านมา

3 highschool 02 img03

เมื่อ ATR ตกลง มันจะชี้ให้เห็นว่าค่าความผันผวนนั้นลดลง ตรงกันข้ามเมื่อ ATR สูงขึ้น มันจะชี้ให้เห็นว่าค่าความผันผวนนั้นมากลง

ประเภทของการ Breakout

เมื่อเราทำการเทรดโดย Breakout ในตลาด Forex มันเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องเข้าใจว่า มันมีอยู่ 2 ประเภทหลัก
1. การ Breakout อย่างต่อเนื่อง (Continuation Breakout)
2. การ Breakout แบบย้อนกลับ (Reversal Breakout)การที่รู้ว่าคุณเห็น Breakout ประเภทไหนจะสามารถช่วยให้คุณสามารถเข้าใจได้ว่าตลาดภาพรวมตอนนี้เป็นอย่างไรและเกิดอะไรขึ้นบ้าง

การ Breakout แบบต่อเนื่อง (Continuation Breakout)

ในบางครั้ง การเคลื่อนไหวขนาดใหญ่ไปในทิศทางหนึ่ง ตลาดนั้นมักจะมีการพักหยุด มันจะเกิดขึ้นเมื่อผู้ซื้อและผู้ขายนั้นหยุดพักเพื่อที่จะรอดูว่าพวกเขาควรจะทำอะไรต่อไป และผลที่ตามมานั้นคือ คุณจะเห็นการเคลื่อนไหวแบบราคาวิ่งอยู่ในกรอบ ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง

3 highschool 03 img01

หากเทรดเดอร์ตัดสินใจว่า เทรนด์ในตอนเริ่มนั้นเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง และจะพลักดันราคาให้ไปในทิศทางเดิม ผลที่ตามมานั้นคือ การ Breakout แบบต่อเนื่อง ลองคิดถึงมันว่าเป็น “ความต่อเนื่อง” ของเทรนด์ในตอนเริ่มต้นดูสิ

3 highschool 03 img02

การ Breakout แบบผันกลับ (Reversal Breakout)

การ Breakout แบบผันกลับนั้น จะเริ่มต้นเหมือนกับการ Breakout อย่างต่อเนื่องในส่วนที่ว่าหลังจากช่วงเวลาหนึ่ง แนวโน้มของการเคลื่อนไหวมักจะหยุดพักหรือมีการกระจุกตัว

3 highschool 03 img03

ความแตกต่างเพียงอย่างเดียวนั้นคือ หลังจากการกระจุกตัวเกิดขึ้นแล้ว เทรดเดอร์ Forex จะมองว่าแนวโน้มเหล่านี้เริ่มที่จะอ่อนตัวลง และผลักดันราคาไปในทางตรงกันข้าม หรือ “ผันกลับ” และผลที่ตามมาคือ คุณจะได้สิ่งที่เราเรียกว่า “การ breakout แบบผันกลับ”

3 highschool 03 img04

จุด Breakout ปลอม (False Breakout)

จากตรงนี้คงจะเข้าใจเกี่ยวกับการ Breakout 2 รูปแบบกันเเล้ว แต่สิ่งที่ต้องระวังสิ่งหนึ่งคือ การ Breakout ปลอม ต้องระวังอย่าให้ถูกหลอกได้

กรณีราคานั้นทะลุระดับที่กำหนดไว้ (ระดับแนวรับ, แนวต้าน, สามเหลี่ยมและเส้นเทรดไลน์ เป็นต้น) แต่ ไม่ช่วยให้ขยับไปในทิศทางนั้นๆ เป็นการ Breakout ปลอม สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ไม่ใช่การ Breakout แต่เป็นขัด ขวางในระยะสั้นๆที่เกิดขึ้นตามมาด้วยที่ราคาจะเคลื่อนกลับไปที่ช่วงกรอบการเทรด

3 highschool 03 img05

วิธีที่ดีในการเข้าสู่การ Breakout นั้นคือ การรอจนกว่าราคาจะย้อนกลับลงมาที่ระดับ Breakout เดิม และจากนั้นรอดูว่ามันจะเด้งกลับไปแล้วทำให้เกิดจุด High หรือ Low จุดใหม่หรือไม่ (ขึ้นอยู่กับว่าคุณเทรดอยู่ในทิศทางไหน)

3 highschool 03 img06

อีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยหลีกเลี่ยง False Breakout คือ การไม่ไปยุ่งกับ Breakout แรกที่พบ ก่อนอื่นรอจนกว่าจะเห็นว่าราคานั้นเคลื่อนที่ไปยังทิศทางที่คุณหวังไว้ แล้วคุณจะได้โอกาสในการเทรดให้ได้กำไรมากขึ้น แต่ข้อเสียก็คือ คุณอาจพลาดโอกาสในการเทรดบางโอกาสที่ราคานั้นเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วโดยอย่างไม่ลังเล

การเทรด Breakout โดยใช้เส้นเทรนด์ไลน์ ช่องสัญญาณ และรูปแบบสามเหลี่ยม

ข้อดีของการ breakout ในการเทรด forex นั้นคือ โอกาสนั้นสามารถมองเห็นได้อย่างง่าย
เมื่อคุณเริ่มที่จะคุ้นเคยกับสัญญาณ Breakout แล้ว คุณจะสามารถมองหาการเทรดที่มีศักยภาพได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว

รูปแบบกราฟ

และถึงตอนนี้ คุณควรจะคุ้นเคยกับกราฟที่เป็นสัญญาณ Breakoutแบบผันกลับด้านล่างนี้

– Double Top/Bottom
– Head and Shoulder
– Triple Top/Bottom

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม เข้าไปดูที่บทเรียนเกี่ยวกับรูปแบบกราฟของเราได้
และนอกจากรูปแบบกราฟแล้ว มันยังคงมีเครื่องมือและตัวบ่งชี้อีกมากมายที่คุณสามารถใช้เป็นตัวช่วยสำหรับการ Breakout แบบผันกลับได้

เส้นเทรนด์ไลน์ (Trendline)

วิธีแรกที่จะมองหา Breakout ที่อาจจะเกิดขึ้นได้นั้น คือการวาดเส้นเทรนด์ไลน์ลงในกราฟ การวาดเส้นเทรนด์ไลน์นั้น คุณจะต้องมองที่กราฟและวาดเส้นที่ไปในทิศทางเดียวกันกับแนวโน้มในปัจจุบัน

3 highschool 04 img01

การวาดเส้นเทรนด์ไลน์นั้นจะดีที่สุด หากคุณสามารถเชื่อมจุด Top หรือ Bottom อย่างน้อยที่สุด 2 จุดเข้าไว้ด้วยกัน ยิ่งมีการเชื่อมต่อระหว่างจุด Top หรือ Bottom มากเท่าไร เส้นเทรนด์ไลน์นั้นก็จะมีความแข็งแรงมากขึ้น

แล้วคุณจะใช้เส้นเทรนด์ไลน์นี้ให้เป็นประโยชน์ได้อย่างไร? เมื่อราคานั้นเคลื่อนเข้าหาเส้นเทรนด์ไลน์ มีเพียง 2 กรณีที่จะเกิดขึ้น คือ ราคาอาจจะเด้งออกจากเส้นเทรนด์ไลน์ หรือดำเนินต่อไปตามแนวโน้มเดิมและราคาอาจ Breakout ออกจากเส้นเทรนด์ไลน์ และทำให้เกิดการกลับตัว

การที่ดูเพียงราคานั้นไม่เพียงพอ แต่ในจุดนี้ การใช้ตัวชี้วัดมากกว่า 1 ตัวเข้ามาช่วย อย่างที่ได้อธิบายไว้ก่อนหน้านี้จะสามารถช่วยคุณได้อย่างมาก

3 highschool 04 img02

สังเกตว่า EUR/USD แยกออกจากเส้นเทรนด์ไลน์ และ MACD ที่แสดงการเคลื่อนไหวแบบขาลง และจากการใช้ข้อมูลเหล่านี้ เราจะสามารถรู้ได้ว่า Breakout จะยังคงผลักดันราคา EUR ให้ตกลงอย่างต่อเนื่องและในฐานะเทรดเดอร์ เราควรที่จะทำการ Short คู่สกุลเงินนี้

ช่องสัญญาณ (Channels)

อีกวิธีในการมองหาโอกาส Breakout คือการสร้างช่องสัญญาณของเทรนด์ หรือ Trend Channels การวาด Trend Channels นั้นคล้ายกับการวาดเส้นเทรนด์ไลน์ เพียงแต่ว่าหลังจากที่คุณวาดเส้นเทรนด์ไลน์แล้ว คุณต้องเพิ่มอีกด้านหนึ่งในมันด้วย

3 highschool 04 img03

Channels เหล่านี้นั้นมีประโยชน์อย่างมาก เพราะคุณจะสามารถระบุ Breakout ได้ทั้งในสองทิศทางของเทรนด์ วิธีการนี้นันคล้ายกับวิธีที่เราใช้กับเทรนด์ไลน์ ที่เราจะต้องรอให้ราคาเคลื่อนไปถึง 1 ในเส้นของ Channels และดูที่ตัวชี้วัดเพื่อช่วยในการตัดสินใจของเรา

3 highschool 04 img04

สังเกตว่า MACD จะแสดงให้เห็นถึงการเคลื่อนไหวแบบขาลงที่แข็งแรง เมื่อ EUR/USD ที่ตกลงทะลุผ่านใต้เส้นต่ำสุดของ Trend Channel และนี่เป็นสัญญาณที่ดีในการทำการ Short

รูปแบบสามเหลี่ยม (Triangle)

วิธีที่ 3 ที่คุณสามารถจะระบุโอกาสของการ Breakout นั้นสามารถทำได้จากการมองหารูปแบบสามเหลี่ยม รูปสามเหลี่ยมนี้จะก่อตัวขึ้นเมื่อราคาตลาดนั้นเริ่มที่จะมีความผกผัน และเริ่มที่จะเกิดการกระจุกตัวและกรอบช่วงราคาจะแคบลง เป้าหมายของเราคือการวางตำแหน่งตัวเราไว้เมื่อตลาดเกิดการกระจุกตัว ซึ่งเราจะสามารถจับการเคลื่อนไหวเมื่อการ breakout นั้นเกิดขึ้นได้

ประเภทของรูปแบบสามเหลี่ยมนั้นมีอยู่ 3 ประเภทที่ควรจำ มีดังนี้:
1. สามเหลี่ยมมุมเงย ( Ascending Triangle)
2. สามเหลี่ยมมุมก้ม (Descending Triangle)
3. สามเหลี่ยมสมมาตร (Symmetrical Triangle)

สามเหลี่ยมมุมเงย ( Ascending Triangle)

สามเหลี่ยมมุมเงย(Ascending Triangle) ก่อตัวขึ้นเมื่อมีระดับแนวต้านและราคาตลาดนั้นยังคงปรับขึ้นไปที่จุด Higher Lows และนี่คือสัญญาณว่าแนวโน้มขาขึ้นนั้นจะเริ่มที่จะเริ่มมีการเคลื่อนไหวมากกว่าขาลงอย่างช้าๆ

3 highschool 04 img05

และเบื้องหลังของรูปสามเหลี่ยมนี้คือ ในแต่ละครั้งที่ราคานั้นขึ้นไปถึงจุด High เทรดเดอร์หลายคนนั้นจะถูกชักจูงให้ทำการขายที่ระดับนั้น ซึ่งจะส่งผลให้ราคานั้นตกลงกลับไปที่เดิม

ในอีกทางหนึ่ง เทรดเดอร์หลายคนเชื่อว่าราคานั้นควรที่จะขึ้นไปได้สูงกว่านี้ และเมื่อราคานั่นเริ่มที่จะตกลง จึงต้องทำการซื้ในจุดที่สูงกว่าจุด Low ที่ผ่านมา และผลที่ได้นั้น คือ การแข่งขันระหว่างขาขึ้นและขาลง ที่ซึ่งจะรวมเข้ากัน

3 highschool 04 img06

สิ่งที่เราต้องการจะมองหานั้นคือการ Breakout ไปในทางขาขึ้นเนื่องจากสามเหลี่ยมมุมเงย (Ascending Triangles) มักจะส่งสัญญาณขาขึ้น (Bullish) และเมื่อเราเห็นว่ามีการแยกตัวออกมาจากระดับแนวต้าน การตัดสินใจที่เหมาะสมนั้นคือควรที่จะเป็นการ Long

3 highschool 04 img07

สามเหลี่ยมมุมก้ม (Descending Triangle)

สามเหลี่ยมมุมก้ม (Descending Triangle) นั้นเป็นแบบตรงข้ามกับสามเหลี่ยมมุมเงย(Ascending Triangle) ผู้ขายจะยังคงกดดันผู้ซื้อ และทำให้เราเริ่มที่จะเห็นจุด Lower High เคลื่อนตัวไปชนกับระดับแนวรับที่แข็งแรง

3 highschool 04 img08

สามเหลี่ยมมุมก้ม (Descending Triangle) ทั่วไปจะเป็นสัญญาณขาลง เพื่อที่จะใช้ประโยชน์จากมัน เป้าหมายของเราคือ การวางตำแหน่งตัวเองให้ไปทำการ Short หากราคาได้มีการ Breakout ใต้ระดับแนวรับ

3 highschool 04 img09

สามเหลี่ยมแบบสมมาตร (Symmetrical Triangles)

สามเหลี่ยมรูปแบบที่ 3 คือ สามเหลี่ยมแบบสมมาตร (Symmertrical Triangle) แทนที่จะเป็นการมีแนวรับในแนวนอน หรือระดับแนวต้านในแนวนอน ทั้งขาขึ้นและขาลงจะทำให้เกิดจุด Higher Low และ Lower High และประกอบเป็นจุดสูงสุดตรงกลาง

3 highschool 04 img10

ต่างจากสามเหลี่ยมมุมเงย (Ascending Triangle) หรือสามเหลี่ยมมุมก้ม (Descending Triangle) ที่โดยทั่วไปแล้วจะเป็นสัญญาณขาขึ้นและลง สามเหลี่ยมแบบสมมาตร(Symmertrical Triangle)จะไม่เอียงไปทางใดทางหนึ่ง

3 highschool 04 img11

ในกรณีของสามเหลี่ยมสมมาตร (Symmertrical Triangle)นั้น คุณต้องวางตำแหน่งคุณเองให้พร้อมสำหรับทั้งการ Breakout ด้านบนและด้านล่าง นี่เป็นเวลาที่ดีที่สุดในการใช้คำสั่ง OCO (One Cancels the Other) ลืมไปแล้วว่าคำสั่ง OCO คืออะไร กลับไปอ่านบทเรียนประเภทของคำสั่งอีกครั้ง

3 highschool 04 img12

ในตัวอย่างนี้ GBP/USD ได้ทะลุผ่านเส้นด้านบนและจุดเข้าด้วยการ Long ของเราจะถูกกระตุ้น

 

วิธีการวัดความแข็งแรงของการ Breakout

อย่างที่ได้เรียนไปก่อนหน้านี้ เมื่อเทรนด์มีการเคลื่อนไหวในช่วงระยะเวลาหนึ่ง และเริ่มกระจุกตัว ดังนี้;
1. ราคาอาจยังคงดำเนินต่อในทิศทางเดิม (การ Breakoutแบบไปต่อ)
2. ราคาอาจกลับตัวไปยังทิศทางตรงข้าม(การ Breakout แบบผันกลับ)
มีวิธีการตรวจสอบการเกิด Breakout และวิธีการหลีกเลี่ยงการ False Breakout
ซึ่งมีอยู่สองสามทางที่จะบอกได้ว่าเทรนด์นั้นดูเหมือนว่าจะอ่อนตัวลง และเกิดการ Breakout แบบผันกลับ

Moving Average Convergence Divergence (MACD)

คุณเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับตัวบ่งชี้ MACD หรือไม่? หากไม่ ควรกลับไปอ่านบทเรียนที่เกี่ยวกับ MACD อีกครั้ง
MACD คือ หนึ่งในตัวบ่งชี้พื้นฐานที่เป็นที่นิยมในการใช้สำหรับเทรดเดอร์ Forex และเหตุผลที่เลือกใช้มันนั้น เป็นเพราะมันง่าย แต่ก็ยังเชื่อถือได้และยังช่วยให้คุณสามารถหาการเคลื่อนไหวได้
MACD นั้นสามารถแสดงให้เห็นได้ในหลายรูปแบบแต่หนึ่งในวิธีที่ง่ายที่สุด คือ การมองมันให้เป็นฮิสโตแกรม สิ่งที่ฮิสโตแกรมนี้ทำ คือ แสดงความแตกต่างระหว่างเส้น MACD และเส้นสัญญาณ เมื่อฮิสโตแกรมใหญ่ขึ้น หมายถึง การเคลื่อนไหวนั้นมีความแข็งแรงมากขึ้น เมื่อฮิสโตแกรมเล็กลง หมายถึง การเคลื่อนไหวนั้นมีความอ่อนแรงลง

3 highschool 05 img01

แล้วเราจะใช้มันในการหาการกลับตัวของเทรนด์ได้อย่างไรเรามาดูกัน

จำได้หรือไม่ว่าสัญญาณการเทรดที่เราพูดถึงก่อนหน้านี้ เรียกว่า Divergence และมันจะเกิดขึ้นเมื่อราคาและตัวบ่งชี้นั้นเคลื่อนที่ไปในทางตรงข้ามกัน และเนื่องจาก MACD แสดงให้เราเห็นถึงการเคลื่อนไหว มันดูเข้าใจได้ที่การเคลื่อนไหวนี้จะเพิ่มขึ้นเมื่อตลาดนั้นเกิดแนวโน้มขึ้น อย่างไรก็ตาม หาก MACD เริ่มลดลงแม้ว่าแนวโน้มยังดำเนินต่อไป คุณสามารถคิดไปได้ว่าการเคลื่อนไหวนั้นลดลงและเทรนด์นั้นใกล้ที่จะจบลงแล้ว

3 highschool 05 img02

จากภาพ คุณจะเห็นได้ว่า เมื่อราคานั้นเคลื่อนไปสูงขึ้น MACD จะเล็กลง ซึ่งมันหมายความว่า ถึงแม้ว่าราคานั้นจะยังคงเคลื่อนไปตามแนวโน้ม การเคลื่อนไหวจะค่อยๆเริ่มที่จะอ่อนลง และจากข้อมูลนี้ เราสามารถสรุปได้ว่า มันมีโอกาสสูงมากที่จะเกิดการกลับตัวของเทรนด์

Relative Strength Index (RSI)

RSI เป็นอีกตัวบ่งชี้การเคลื่อนไหวอีกตัวหนึ่งที่เป็นประโยชน์ต่อการยืนยันการ Breakout แบบผันกลับ โดยพื้นฐานแล้ว ตัวบ่งชี้นี้จะบอกเราถึงความต่างระหว่างราคาปิดสูงสุดและต่ำสุดสำหรับช่วงเวลานั้นๆ เราจะไม่ลงลึกรายละเอียดเกี่ยวกับมันมากเกินไป แต่ถ้าคุณอยากรู้เพิ่มเติม คุณสามารถเข้าไปดูได้ที่บทเรียนเกี่ยวกับ RSI

RSI สามารถใช้ด้วยวิธีที่คล้ายกับ MACD ได้โดยการที่มันจะสร้าง Divergence และหากสามารถหา Divergence เหล่านี้เจอ คุณจะสามารถหาการกลับตัวของเทรนด์ที่อาจเกิดขึ้นได้

3 highschool 05 img03

อย่างไรก็ตาม RSI ก็ยังดีต่อการหาว่าแนวโน้มนั้นมีการซื้อมากเกินหรือขายมากเกินนานแค่ไหนแล้ว ตัวบ่งชี้พื้นฐานจะบอกเราว่าสภาพตลาดนั้นมีการซื้อที่มากเกินไป ถ้าหาก RSI นั้นมีค่ามากกว่า 70 ในทางกลับกัน ตัวบ่งชี้พื้นฐานจะบอกเราว่าสภาพตลาดนั้นมีการขายที่มากเกินไป ถ้าหาก RSI นั้นมีค่าต่ำกว่า 30
และเนื่องจากว่า แนวโน้มมีการเคลื่อนไหวไปในทางเดียวกันเป็นระยะเวลาหนึ่ง คุณมักที่จะพบว่า RSI เคลื่อนที่ไปในพื้นที่ที่มีการซื้อ หรือการขายที่มากเกินไป ขึ้นอยู่กับว่าแนวโน้มของเทรนด์นั้น

ถ้าหากเราอ่านค่าแนวโน้มได้ว่ามีการซื้อหรือการขายที่มากเกินไปในช่วงระยะเวลาหนึ่งและเริ่มที่จะเคลื่อนที่กลับมาในระดับของ RSI มันเป็นตัวบ่งชี้ที่ดีที่จะส่งสัญญาณให้เรารู้ว่าแนวโน้มนั้นอาจเกิดการกลับตัว

3 highschool 05 img04

ในตัวอย่างเดียวกับก่อนหน้านี้ RSI แสดงให้เห็นว่าตลาดนั้นได้อยู่ในสภาพที่มีการซื้อมากเกินไปมาแล้ว เมื่อ RS Iเคลื่อนกลับมาต่ำกว่าระดับที่ 70 มันเป็นตัวบ่งชี้ที่ดีว่าแนวโน้มกำลังจะกลับตัว

วิธีการตรวจจับตัว False Breakout

Breakout เป็นที่นิยมในหมู่เทรดเดอร์ Forexถ้าราคานั้น Breakout ออกมาจากระดับแนวรับหรือแนวต้าน สามารถคาดเดาได้ว่าราคาจะเคลื่อนที่ไปในทิศทางเดิมหลังจากเกิดการ Breakout ถ้าราคานั้นทะลุออกจากระดับเหล่านั้น จะต้องมีแรงผลักเพียงพอ

3 highschool 06 img01

ถ้ารอราคาขยับไปทิศทางหนึ่ง อยู่ๆราคาเริ่มขยับไปในทิศทางตรงกันข้ามอย่างกระทันหัน

3 highschool 06 img02

ระดับแนวรับและแนวต้านนั้นเป็นเรื่องที่ยาก

สิ่งหนึ่งที่คุณควรจะจำไว้เกี่ยวกับระดับแนวรับและแนวต้านนั้นคือ พวกมันคือพื้นที่ที่สามารถคาดเดาการตอบสนองราคาที่สามารถคาดเดาได้

ระดับแนวรับ

ระดับแนวรับเป็นพื้นที่ที่มีแรงกดดันในการซื้อที่มากเพียงพอที่จะเอาชนะแรงกดดันการขายและการหยุดหรือย้อนแนวโน้มขาลงได้ ระดับแนวรับที่แข็งแรงนั้นมีแนวโน้มที่จะสามารถทำหน้าที่ของมันได้ถึงแม้ว่าราคาจะทะลุระดับแนวรับก็ตาม และยังให้โอกาสการซื้อที่ดีกับเทรดเดอร์อีกด้วย

ระดับแนวต้าน

ระดับแนวต้านนั้นเป็นเหมือนกับระดับแนวรับ เพียงแต่มันทำงานในทิศทางตรงกันข้าม พวกมันมักจะหยุดพักหรือแม้กระทั่งมีการกลับตัวของแนวโน้มขาขึ้น ระดับแนวต้านนี้เป็นพื้นที่ที่แรงกดดันการขายนั้นมีมากเพียงพอที่จะเอาชนะแรงกดดันการซื้อ และกดราคาให้ต่ำลง ระดับแนวต้านที่แข็งแรงนี้นั้นมีโอกาสที่จะสามารถทำหน้าที่ของมันได้แม้ว่าราคาจะทะลุผ่านระดับแนวต้านไปชั่วคราวก็ตาม และยังให้โอกาสการขายที่ดีสำหรับเทรดเดอร์อีกด้วย

ในบทต่อไป เราจะลงลึกไปที่ False Breakout จะอธิบายวิธีและเหตุผลที่ใช้พวกมันในการซื้อขาย

มันไม่เพียงพอที่จะเรียนรู้เพียงแค่กลยุทธ์ Breakout เนื่องจาก Breakout นั้นอาจผิดพลาดได้ในหลายๆครั้ง เราจึงจำเป็นที่จะต้องรู้ว่าควรที่จะทำอะไรในกรณีที่มี False Breakout เกิดขึ้น

การซื้อขายแบบ False Breakout

การเทรดผ่าน False Breakout คือ การใส่คำสั่งการซื้อขายในทิศทางที่ตรงกันข้ามกับ Breakoutเป็นการเทรดที่หากคุณเชื่อว่าการ Breakout จากระดับแนวรับหรือแนวต้านนั้นเป็นเรื่องโกหก และไม่สามารถที่จะเคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียวกันได้ในกรณีที่ระดับการทะลุจากแนวรับหรือแนวต้านนั้นมีความสำคัญ การทำให้ False Breakout อาจกลายเป็นวิธีการเทรดที่ดีกว่าการเทรด Breakout ได้จงจำไว้เสมอว่า ในการเทรด Fake Breakout นั้นเป็นกลยุทธ์ระยะสั้นที่ดีมาก การ Breakout นั้นมักจะเกิดความผิดพลาดในการพยายาม 2-3 ครั้งแรกแต่ก็จะประสบความสำเร็จได้ในที่สุด

※ การทำ False Breakout นั้น เป็นกลยุทธ์ระยะสั้นที่ดี แต่ไม่ใช่สิ่งที่ดีที่จะใช้ในระยะยาว
และโดยการเรียนถึงวิธีในการเทรด False Breakout นั้นจะสามารถช่วยให้คุณป้องกันการขาดสูญเสียได้สองเท่า การเทรด Breakout นั้นดึงดูดเทรดเดอร์ forex หลายคน แต่ทำไมหล่ะ?
ระดับแนวรับและแนวต้านนั้นควรที่จะเป็นราคาต่ำสุด (Floor) และราคาสูงสุด (Ceiling) และถ้าหากระดับเหล่านี้ถูกทะลุออกไป เทรดเดอร์จะคาดหวังว่าราคานั้นจะดำเนินต่อไปในทิศทางที่มันทะลุออกมา
ถ้าหากระดับแนวรับทะลุนั้นหมายความว่า การเคลื่อนไหวของราคานั้นจะเป็นไปในทิศทางขาลง และผู้คนมักจะทำการขายมากกว่าที่จะซื้อ ตรงกันข้าม หากระดับแนวต้านนั้นทะลุ ผู้คนจะเชื่อว่าราคานั้นจะพุ่งสูงขึ้นไปอีกและมีแนวโน้มที่จะมีการซื้อมากกว่าที่จะขาย
เทรดเดอร์ Forex อิสระนั้นมีความโลภ พวกเขาเชื่อในการเทรดไปในทิศทางเดียวกับ Breakout พวกเขาเชื่อในผลกำไรอย่างมากที่จะได้จากการเคลื่อนไหวขนาดใหญ่
ซึ่งมันไม่ง่ายอย่างนั้น ในความจริงแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่นั้น คือ การ Breakout นั้นมักจะผิดพลาด Breakout นั้นมักจะล้มเหลวเนื่องจากคนกลุ่มน้อยที่ฉลาดนั้นมักจะทำเงินจากคนกลุ่มใหญ่ คนกลุ่มน้อยที่ฉลาดนั้นมักจะประกอบไปด้วยผู้เล่นขนาดใหญ่ที่มีบัญชีและคำสั่งซื้อขายที่มหาศาล และเพื่อที่ขายสินค้า มันจำเป็นต้องมีผู้ซื้อ อย่างไรก็ตาม ถ้าทุกคนต้องการซื้อเหนือระดับแนวต้านและขายต่ำกว่าระดับแนวรับ ผู้กำหนดราคาจะต้องทำในทางตรงกันข้าม

3 highschool 07 img01

เทรดเดอร์นั้นชอบการเทรด Breakout กลุ่มคนฉลาดกลุ่มน้อย องค์กร และเทรดเดอร์ที่เทรดชั่วคราวนั้นมักจะชอบการทำให้ False Breakout

เทรดเดอร์ Forex ที่ฉลาดจะใช้ประโยชน์จากความคิดของกลุ่มคนหรือเทรดเดอร์ที่ไม่มีประสบการณ์และทำกำไรได้ นี่เป็นเหตุผลว่าการเทรดข้างเทรดเดอร์ที่เต็มไปด้วยประสบการณ์จะช่วยได้มาก

วิธีการเทรด False Breakout

ในการที่จะทำการ False Breakout คุณจำเป็นที่จะต้องรู้ว่าจุดไหนที่ False Breakout นั้นอาจเกิดขึ้น
Breakout ที่อาจเกิดขึ้นนั้นมักจะถูกพบที่ระดับแนวรับและแนวต้านที่สร้างขึ้นผ่านเส้นเทรนด์ไลน์, รูปแบบกราฟ หรือจุด High หรือ Low รายวันที่ผ่านมา

เส้นเทรนด์ไลน์(Trendline)

ในการทำ False Breakout จงจำไว้เสมอว่ามันควรที่จะมีช่องว่างระหว่างเส้นเทรนด์ไลน์และราคา

ถ้าหากมีช่องว่างระหว่างเส้นเทรนด์ไลน์และราคา มันหมายความว่าราคาจะเดินหน้าไปในทิศทางของเทรนด์และออกจากเส้นเทรนด์ไลน์ เหมือนในตัวอย่างด้านล่างนี้ การมีช่องว่างระหว่างเส้นแนวโน้มและราคาจะช่วยให้ราคาย้อนกลับไปหาเส้นเทรนด์ไลน์ อาจจะทะลุผ่านมันเป็นโอกาสที่มันจะ False

3 highschool 08 img01

ความเร็วของการเคลื่อนไหวราคายังเป็นสิ่งที่สำคัญ

ถ้าหากราคากำลังขยับตัวขึ้นไปตามยังเส้นเทรนด์ไลน์ False Breakout นั้นก็คล้ายกัน อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวราคาที่เร็วไปตามเส้นเทรนด์ไลน์นั้นสามารถพิสูจน์การ Breakout ที่ประสบความสำเร็จได้ และด้วยการเคลื่อนไหวของราคาที่สูงอย่างรวดเร็ว การเคลื่อนไหวนี้จะพาราคาผ่านเส้นเทรนด์ไลน์ออกไป ในสถานการณ์นี้ มันจะดีกว่าหากเราจะถอยห่างออกมากจากการ Breakout

3 highschool 08 img02

แล้ว Fake เส้นเทรนด์ไลน์นั้นทะลุได้อย่างไร?
มันเป็นเรื่องที่ง่ายมาก เพียงเข้าไปเมื่อราคาปรากฏขึ้น

มันจะช่วยให้คุณปลอดภัยและหลีกเลี่ยงการเทรดที่เร็วเกินไป คุณคงไม่ต้องการที่จะขายในจุดที่สูงกว่าหรือต่ำกว่าเส้นเทรนด์ไลน์ เพียงเพราะต้องการว่า Breakout นั้นเป็นเรื่องจริงหรอก

ใช้กราฟตัวอย่างแรกนี้ เราจะชี้ให้เห็นจุดการเข้าที่เป็นไปได้โดยการขยายเข้าไปเล็กน้อย

3 highschool 08 img03

รูปแบบกราฟ

รูปแบบกราฟเป็นการรวมราคาที่เกิดอย่างธรรมชาติและสามารถเห็นได้จริงๆด้วยตาตัวเอง พวกมันเป็นส่วนสำคัญในการวิเคราะห์ทางเทคนิค และยังช่วยในกระบวนการตัดสินใจของคุณได้ด้วย

รูปแบบพื้นฐานทั้ง 2 แบบ ที่ False Breakout มักจะเกิดขึ้นนั้นคือ:
– รูปแบบ Head and Shoulder
– รูปแบบ Double Top/Bottom

รูปแบบ Head and Shouder นั้นจะเป็นหนึ่งในรูปแบบที่ยากที่สุดสำหรับเทรดเดอร์ใหม่ๆในการหารูปแบบกราฟ อย่างไรก็ตามด้วยเวลาและประสบการณ์ รูปแบบนี้จะสามารถกลายเป็นส่วนหนึ่งในเครื่องมือการเทรดของคุณ

รูปแบบ Head and Shoulder นั้นจะถือว่าเป็นการรูปแบบที่มีการกลับตัว มันเกิดขึ้นที่จุดสิ้นสุดของแนวโน้มขาขึ้น ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณการกลับตัวแบบขาลง และในทางตรงกันข้าม หากมันก่อตัวขึ้นในจุดสิ้นสุดของแนวโน้มขาลง ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณการกลับตัวแบบขาขึ้น รูปแบบ Head and Shoulder นั้นเป็นที่รู้จักในการสร้าง False Breakout และสร้างโอกาสที่สมบูรณ์แบบในการ False Breakout

เนื่องจากเทรดเดอร์หลายๆคนนั้นที่สังเกตได้ถึงการก่อตัวนี้มักจะวางจุด Stop Loss ไว้ใกล้กับจุด Neckline จะช่วยให้สามารถเห็น False Breakout ได้ดีในรูปแบบนี้

 

3 highschool 08 img04

และเมื่อรูปแบบพบกับ false Breakout ราคามักจะเกิดการสะท้อนกลับ เทรดเดอร์ที่ได้ทำการขายใน Breakout ขาลงหรือผู้ที่ซื้อใน Breakout ขาขึ้นนั้นจะถูกกระตุ้น Stop Loss ของพวกเขาเมื่อราคาเคลื่อนที่ไปในทางตรงข้ามกับตำแหน่งของพวกเขา

3 highschool 08 img05

ในรูปแบบ Head and Shouder คุณสามารถคิดได้ว่าการทะลุในครั้งแรกนั้นเป็นสัญญาณหลอก
คุณสามารถเทรด False Breakout โดยใส่คำสั่ง Limit Order ไว้หลัง Neckline และวางจุด Stop Loss ของคุณไว้เหนือจุดสูงสุดของแท่งเทียนที่เกิดการ False Breakout
คุณสามารถวางเป้าหมายไว้ต่ำกว่าจุดสูงสุดของไหล่ที่สองเล็กน้อยหรือว่าเหนือจุดต่ำสุดของไหล่ที่สองของรูปแบบการผันกลับเล็กน้อย

รูปแบบต่อไปนั้นจะเป็นDouble Top/Double Bottom
เทรดเดอร์นั้นรักรูปแบบเหล่านี้ นั่นเป็นเพราะพวกมันสามารถมองหาได้อย่างง่าย
เมื่อราคานั้นทะลุลงมาต่ำกว่าจุด Neckline มันจะส่งสัญญาณถึงการกลับตัวของเทรนด์ที่อาจเกิดขึ้นได้ และเพราะเหตุนี้ เทรดเดอร์หลายคนจึงได้วางจุดการเข้าไว้ใกล้กับจุด Neckline ในกรณีที่มีการกลับตัว

3 highschool 08 img06

ปัญหาของรูปแบบเหล่านี้ คือ เทรดเดอร์เกือบทั้งหมดนั้นเข้าใจถึงเรื่องนี้ และวางคำสั่งไว้ในจุดที่ใกล้เคียงกัน

3 highschool 08 img07

คล้ายกับรูปแบบ Head and Shouder คุณสามารถวางคำสั่งของคุณเมื่อราคากลับเข้าไปในเทรนด์ตลาดอีกครั้ง คุณสามารถวางจุด Stop Loss ของคุณไว้เลยเมื่อแท่งเทียนที่เกิด False Breakout ออกไปเล็กน้อย
แล้วสภาพตลาดแบบไหนที่ฉันควรจะ False Breakout?
ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดมักเกิดในตลาดที่มีขอบเขต อย่างไรก็ตามคุณไม่สามารถจะเพิกเฉยกับความอ่อนไหวของตลาด เหตุการณ์ข่าวสารที่สำคัญ ความรู้เบื้องต้นและการวิเคราะห์ตลาดในประเภทอื่นๆได้
ในตลาดทางการเงินจะใช้เวลาอย่างมากในการสะท้อนไปมาในขอบเขตกรอบราคา และจะไม่เบี่ยงเบนออกจากจุดสูงสุดและต่ำสุดไปมากเท่าไร
ช่วงกรอบราคานั้นจะถูกกำหนดโดยระดับแนวรับและแนวต้าน และผู้ซื้อและผู้ขายจะผลักดันราคาให้ขึ้นและลงอยู่ในกรอบระดับราคานั้นอย่างต่อเนื่อง การ False Breakout ในสภาพตลาดแบบกรอบขอบเขตราคานั้นสามารถพิสูจน์ได้ว่าสามารถสร้างผลกำไรได้อย่างมาก อย่างไรก็ตาม ในบางช่วง ด้านหนึ่งจะมีอำนาจมากกว่าอีกด้านและจะทำให้เกิดแนวโน้มใหม่ขึ้น

สรุป: การเทรด Breakout และ False Breakout

การเทรด Breakout

ด้วยการเทรด Breakout นี้ เป้าหมายของเราคือ การเข้าตลาดทันทีที่ราคานั้นทำการ Breakout และจากนั้นก็ดำเนินไปตามแนวโน้มการเทรดจนกว่าความผกผันนั้นจะอ่อนตัวและหายไป
Breakout นั้นเป็นสิ่งที่สำคัญ เนื่องจากพวกมันสามารถบอกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของอุปทานและอุปสงค์ของคู่สกุลเงินที่คุณเทรดอยู่
คุณจะสังเกตได้ว่ามันต่างจากเทรดหุ้นหรือการซื้อขายแบบล่วงหน้า มันไม่มีทางที่คุณจะเห็นปริมาณที่เทรดใน Forex ได้เลย และเพราะเหตุนี้ เราจึงต้องพึ่งความผันผวนของตลาด
ความผันผวน เป็นการวัดความผันผวนของราคาโดยรวมในช่วงเวลาหนึ่ง และข้อมูลนี้จะใช้ในการตรวจหา Breakout ที่อาจเกิดขึ้นได้

อินดิเคเตอร์บางตัวนั้นสามารถช่วยให้คุณหาความผกผันของคู่สกุลเงินของคุณได้และการใช้ตัวบ่งชี้เหล่านี้จะสามารถช่วยคุณได้อย่างมากเมื่อคุณมองหาโอกาสในการเกิด Breakout

– ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่
– Bollinger Bands
– Average True Range (ATR)

ประเภทของ Breakout
ประเภทของ Breakout นั้นมีอยู่ด้วยกัน 2 ประเภท:

– แบบต่อเนื่อง
– แบบย้อนกลับ

ในการหา Breakout คุณสามารถหาได้จาก:
– รูปแบบกราฟ (Chart Pattern)
– เส้นเทรนด์ไลน์ (Trendline)
– ช่องสัญญาณ (Channels)
– รูปสามเหลี่ยม (Triandgle)

คุณสามารถวัดความแข็งแรงของการ Breakout โดยการใช้สิ่งต่อไปนี้:
– MACD Indicator
– RSI

และสุดท้าย การ Breakout มักจะทำงานได้ดีที่สุดกับเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจต่างๆ อย่าลืมตรวจสอบปฎิทิน Forex และข่าวสารก่อนที่จะการคิดว่าการเทรด Breakout นั้นเป็นวิธีที่ถูกต้องสำหรับสถานการณ์นั้นๆหรือไม่

การเทรด False Breakout

เทรดเดอร์จากองค์กรต่างๆนั้นจะชอบการ Fake Breakout ดังนั้น เราก็ควรที่จะเรียนรู้มันด้วยเช่นกัน ถ้าเราทำการเทรดในทางเดียวกับเทรดเดอร์จากองค์กรเหล่านี้ได้ก็จะมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จเช่นกัน False Breakout นั้น หมายถึง การเทรดในทิศทางตรงข้ามของ Breakout คุณจะเทรด False Breakout ได้หากคุณเชื่อว่าการ Breakout จากระดับแนวรับหรือแนวต้านนั้นเป็นเรื่องโกหก และไม่สามารถที่จะเคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียวกันได้

ในกรณีที่ระดับการทะลุจากแนวรับหรือแนวต้านนั้นมีความสำคัญ การ False Breakout ลงอาจกลายเป็นวิธีการเทรดที่ดีกว่าการเทรด Breakout ได้ Fake Breakout ที่อาจเกิดขึ้นนั้นมักจะถูกพบที่ระดับแนวรับและแนวต้านที่สร้างขึ้นผ่านเส้นเทรนด์ไลน์ รูปแบบกราฟ หรือจุด High หรือ Low รายวันที่ผ่านมา

ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดมักเกิดในตลาดที่มีขอบเขต อย่างไรก็ตาม คุณไม่สามารถจะเพิกเฉยกับความอ่อนไหวของตลาด ความรู้เบื้องต้นและการวิเคราะห์ตลาดในประเภทอื่นๆ
ตลาดทางการเงินจะใช้เวลาอย่างมากในการสะท้อนไปมาในขอบเขตกรอบราคา และจะไม่เบี่ยงเบนออกจากจุดสูงสุดและต่ำสุดไปมากเท่าไร ช่วงกรอบราคานั้นจะถูกกำหนดโดยระดับแนวรับและแนวต้าน และผู้ซื้อและผู้ขายจะผลักดันราคาให้ขึ้นและลงอยู่ในกรอบระดับราคานั้นอย่างต่อเนื่อง การ Fake Breakout ในสภาพตลาดแบบกรอบขอบเขตราคานั้นสามารถพิสูจน์ได้ว่าสามารถสร้างผลกำไรได้อย่างมาก อย่างไรก็ตาม ในบางช่วงด้านหนึ่งจะมีอำนาจมากกว่าอีกด้านและจะทำให้เกิดแนวโน้มใหม่ขึ้น
และท้ายที่สุด โอกาสที่จะเกิด False Breakout นั้นจะมากขึ้นหากไม่มีเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญหรือตัวกระตุ้นข่าวสาร ที่จะช่วยกระตุ้นความสนใจของเทรดเดอร์ไปในทิศทางที่ Breakout จะเกิดขึ้น