fbpx

พื้นฐานฟอเร็กซ์ Level 15

สภาพแวดล้อมการซื้อขาย

การรู้สภาพเเวดล้อมการซื้อขายของตนเองมีความสำคัญมากเนื่องจากขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมการซื้อขายคุณสามารถตัดสินใจได้ว่าจะสร้างกลยุทธ์ตามแนวโน้มหรือกลยุทธ์ภายใน Range
ตลาด Forex ให้โอกาสของ Rangeและเทรนด์มากมาย
หากทราบกลยุทธ์ก็จะทราบว่าควรต้องใช้ตัวบ่งชี้ตัวไหนตัวอย่างเช่น Fib และเส้นเทรนด์ไลน์นั้นมีประโยชน์ในตลาดเทรนด์มาก ในขณะที่ pivot point ระดับแนวรับและแนวต้านนั้นจะมีประโยชน์มากเมือตลาดนั้นมีการเคลื่อนไหวเป็นช่วงๆสถานการณ์ตลาดแบ่งได้เป็น 3 สถานการณ์1. แนวโน้มขาขึ้น(Trending Up)
2. แนวโน้มขาลง(Trending Down)
3. ราคาวิ่งในกรอบราคา(Ranging)Ranging คือ ส่วนที่นอกเหนือแนวโน้มขาขึ้น,ขาลง

ตลาดการซื้อขาย

ตลาดที่เป็นเทรนด์ คือตลาดที่ราคาค่อยๆเคลื่อนที่ไปยังทิศทางหนึ่ง
กล่าวอีกนัยหนึ่งก็หมายถึง ทิศทางของตลาด

2 highschool 02 img01

ตัวอย่างเช่น หากราคาตลาดปรับตัวสูงขึ้นก็จะเรียกว่า 「เทรนด์ขาขึ้น (Trending Up)」 และเมื่อราคาตกลงมาด้านล่างก็จะเรียกว่า 「เทรนด์ขาลง (Trending Down)」

ADX ในตลาดที่เป็นเทรนด์คืออะไร

ADX เป็นความอ่อนแอของ ตัวบ่งชี้ดัชนีทิศทางเฉลี่ย (Average Directional Index indicator) เป็นหนึ่งตัวบ่งชี้ทางเทคนิคที่ใช้เพื่อตรวจสอบทิศทางของเทรนด์

วิธีการใช้โดยทั่วไปของ ADX มีดังต่อไปนี้

กรณี ADX ที่มีความช้า:
Ranging มีสถานะไม่มีเทรนด์ หากเป็นสถานะนี้ต่อไปเรื่อยๆ คิดว่าเป็นการเริ่มเทรนด์ใหม่

กรณี ADX ที่มีความเร็ว:
การที่แนวโน้มขึ้นไปเรื่อยๆ หากเป็นสถานะนี้ต่อไป คิดว่าเทรนด์จะสิ้นสุดลงในไม่ช้า

ตามที่กล่าวมานี้ การซื้อขายเมื่อเปลี่ยนเทรนด์ขาลงและเทรนด์ขาขึ้นอาจจะทำให้ทำกำไรได้ง่ายขึ้นก็ได้

ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ในตลาดที่เป็นเทรนด์

หากคุณรู้สึกว่าการใช้ ADX ยาก เราขอแนะนำให้คุณใช้ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่อย่างง่าย (Simple Moving Average: SMA)

ลองพิจารณาตัวอย่างระยะ 7 ช่วง 20 ช่วง และ 65 ช่วงเวลาของค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่อย่างง่าย(Simple Moving Average)
หากเส้น SMA ของ 7 ช่วงนั้นขยายไปอยู่บนเส้น SMA ของ 20 ช่วง และSMA ของ 20 ช่วงอยู่บน SMA ของ 65 ช่วง นั่นแปลว่าราคาอยู่ในช่วงขาขึ้น

2 highschool 02 img02

ในทางกลับกัน หาก SMA ของ 7 ช่วงอยู่ต่ำกว่า SMA ของ 20 ช่วง และ SMA ของ 20 ช่วงอยู่ต่ำกว่า SMA ของ 65 ช่วง นั่นแปลว่าราคาจะอยู่ในช่วงขาลง

2 highschool 02 img03

Bollinger Bands ในตลาดที่เป็นเทรนด์

ตัวบ่งชี้ทางเทคนิคที่เพิ่มเส้นที่แสดงค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่และเส้นความผันผวนของราคาด้านบนและด้านล่าง

ศูนย์กลางของ Bollinger Band คือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่
ราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นและลดลงซ้ำแต่ มักกล่าวกันว่าราคาหุ้นมีแนวโน้มจะขยับใกล้เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่และไม่ค่อยออกจากเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ Bollinger Band ขึ้นอยู่กับความคิดนี้

Bollinger Band จะทำให้เราเห็นภาพเทรนด์ และสามารถยืนยันได้ง่ายขึ้น ช่วงขาลงจะสามารถยืนยันได้เมื่อราคานั้นอยู่ในโซนขาย ช่วงขาขึ้นนั้นจะสามารถยืนยันได้เมื่อราคานั้นอยู่ในโซนซื้อ

การคำนวณ Bollinger Band

ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน: σ (sigma)
= √ (ผลรวมกำลังสองของการปิดราคาต่อวันหรือไม่? N กำลังการผลิตรวมของราคาปิดต่อวัน) / (ระยะเวลา× (ระยะเวลา 1))
เส้น±1σ … จำนวนเส้นเฉลี่ยเคลื่อนที่±ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
เส้น±2σ … ค่าของเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่± 2 ×ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน
เส้น±3σ … ค่าของเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่± 3 ×ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
※ช่วงเวลาพื้นฐานที่ใช้สำหรับเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน: 9 วัน, 20 วัน, 25 วันและอื่น ๆ

เมื่ออัตราแลกเปลี่ยนเข้าใกล้ (หรือขัดจังหวะ) เส้น-2σและเส้น-3σมันจะถูกตัดสินว่า 「ต่ำเกินไป」 และในทางตรงกันข้ามเมื่ออัตราแลกเปลี่ยนเข้าใกล้ (หรือทะลุผ่าน) เส้น + 2σและ+3σบรรทัด เมื่อไหร่) ก็พิจารณาได้ว่าเป็นสถานะที่ขึ้นไปมาก ถ้าใช้ที่ทำการขายก็จะดี

2 highschool 02 img04

ตลาดจำกัดช่วงขอบเขต (Ranging-Bound Market)

ตลาดจำกัดช่วงขอบเขต(Range-bound market) เป็นตลาดที่ราคากระโดดอยู่ระหว่างช่วงราคาที่สูงและต่ำ
เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Rangeลองตรวจสอบลักษณะการเคลื่อนที่จากในขอบเขตที่กำหนดในกราฟดู

2 highschool 03 img01

ADX ใน Ranging Market (ดัชนีทิศทางเฉลี่ย)

หนึ่งวิธีที่จะสามารถระบุได้ว่าตลาดเป็น Ranging Market หรือไม่ สามารถทำได้โดยการใช้ ADX อย่างที่เราได้อธิบายไปก่อนหน้า
โปรดจำไว้เสมอว่า ยิ่งค่า ADX น้อยลงเท่าไร เทรนด์ของตลาดก็จะอ่อนลงเท่านั้น

2 highschool 03 img02

Bollinger Bands ใน Ranging Market

Bollinger Bands จะหุบแคบลงเมื่อมีความผันผวนในตลาดน้อย และจะขยายขึ้นเมื่อมีความผันผวนมากขึ้น ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ Bollinger Band เป็นเครื่องมือที่ดีสำหรับกลยุทธ์แบบ Breakout

เมื่อ Bollinger Band หุบแคบลงนั่นหมายถึงตลาดมีความผันผวนต่ำ และราคาน่าที่จะเคลื่นไหวเพียงเล็กน้อยไปในทิศทางเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม เมื่อ Band เริ่มที่จะขยายกว้างขึ้น ก็หมายถึงความผันผวนที่มีมากขึ้นและราคาจะไม่วิ่งไปในทิศทางเดียวกัน

2 highschool 03 img03

โดยทั่วไปช่วงราคาจะมีช่วงที่แคบเมื่อเทียบกับเวลาที่ Band ขยายใหญ่ อย่างกรณีในภาพตัวอย่าง เราจะเห็นว่า Bollinger bands หดตัวลง และราคานั้นเคลื่อนไหวในกรอบราคาที่แคบมาก

แนวคิดพื้นฐานในการเทรดในตลาดที่ราคาวิ่งอยู่ในกรอบแบบนี้ คือ คู่สกุลเงินนั้นมีราคาที่สูงที่สุดและต่ำที่สุดที่มันมักจะเทรดอยู่ระหว่างนั้น
และด้วยการซื้อใกล้กับแนวรับ เทรดเดอร์ forex นั้นจะหวังว่าจะได้กำไรเมื่อราคาขึ้นมาที่ระดับแนวต้านและด้วยการขายในระดับแนวต้าน เทรดเดอร์จะหวังว่าจะปิดทำกำไรทีระดับแนวรับ เครื่องมือที่เป็นที่นิยมใช้นั้นคือ ช่องส่งสัญญาณ เช่นอย่างที่ได้แสดงไว้ด้านบนและ Bollinger Band

นอกจากนี้ การใช้ Oscillators อย่าง Stochastic และ RSI จะช่วยคุณหาและยืนยันจุดกลับตัวของราคาในกรอบราคาได้ง่ายขึ้น เนื่องจากมันสามารถช่วยระบุเงื่อนไขการซื้อและการขายที่มากเกินไปได้
นี่คือตัวอย่าง โดยใช้สกุลเงิน GBP/USD

2 highschool 03 img04

เคล็ดลับ: คู่สกุลเงินดีที่สุดสำหรับกลยุทธ์แบบ Range-Bound นี้คือ Cross currency คู่เงินที่เป็นที่นิยมเทรดแบบนี้คือ EUR/CHF เพราะอัตราการเติบโตของสหภาพยุโรปและสวิสเซอรืแลนด์มีความใกล้เคียงกันมาก ทำให้อัตราแลกเปลี่ยนของทั้งสองสกุลมีเสถียรภาพมาก

โบนัส: คู่สกุลเงินที่ดีที่สุดสำหรับกลยุทธ์แบบ Range-Bound เมื่อทำการซื้อขายกลยุทธ์ที่มีขอบเขตคือเงินครอส Cross currency คือคู่สกุลเงินที่ไม่รวม USD

สรุป

ไม่ว่าตลาดอยู่ในสภาวะไหน มีแนวโน้ม (Trending Market ) หรือว่าราคาวิ่งอยู่ในกรอบราคา (Ranging Market) ก็ตาม คุณควรรู้ว่าคุณสามารถทำกำไรได้ไม่ว่าคุณจะอยู่ในสถานการณ์ไหนก็ตาม
หาวิธีที่คุณเลือกจุดสูงสุดหรือต่ำสุดในทั้งสภาพแวดล้อมตลาดที่เป็นเทรนด์และแบบที่ราคาวิ่งอยู่ในกรอบราคา
การเข้าใจถึงสภาพแวดล้อมการเทรดว่าเป็นเช่นไร จะทำให้คุณสามารถใช้กลยุทธ์ที่เหมาะสมและเฉพาะเจาะจงกับสถานการณ์เหล่านั้นได้

เทรนด์เกิด Retracement หรือกลับตัว(Reversal)

คุณเคยเจอสถานการณ์แบบนี้มาก่อนมั้ย?

2 highschool 04 img01

หากดูกราฟนี้อย่างผิวเผิน การเคลื่อนไหวของราคาถูกรวมและอาจจะคิดว่าเป็นเวลาที่จะทำการซื้อแล้ว แต่คุณคิดผิด เนื่องจากสิ่งนี้ คือ Retracement

ไม่มีใครอยากเผชิญกับRetracement แต่สิ่งนี้สามารถเกิดขึ้นได้ ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น?

2 highschool 04 img02

ในตัวอย่างด้านบน เทรดเดอร์ forex ไม่สามารถที่จะแยกความแตกต่างระหว่าง Retracement และการกลับตัวได้
แทนที่จะอดทนและไปตามแนวโน้มขาลง เทรดเดอร์กลับเชื่อว่าการกลับตัวอยู่ในการเคลื่อนไหวของราคา จะทำให้เกิดการขาดทุนได้

ในบทเรียนนี้ คุณจะได้เรียนรู้ลักษณะของ Retracement และการกลับตัว(Reversal)
โดยจะแนะนำวิธีการแยก Retracement และ Reversal และวิธีการป้องกันคุณออกจากสัญญาณหลอก

Retracement ของเทรนด์คืออะไร?

เป็นราคาที่ขึ้นลงซ้ำไปมา หรือราคาลงและกลับมาขึ้น
ตามที่กล่าวมานี้ เรียกว่า Retracement รูปแบบที่ราคากลับเพียงหนึ่งครั้ง

2 highschool 04 img03

แนวโน้มการกลับตัว(Reversal) คืออะไร

แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงของแนวโน้มที่เกิดขึ้นในระยะกลางถึงระยะยาว ตัวอย่างเช่น แนวโน้มขาลงอย่างต่อเนื่องแต่มีการเปลี่ยนเป็นเเนวโน้มขาขึ้นด้วย เรียกว่า รูปแบบการกลับตัว(Reversal)

โดยดูตัวอย่างได้จากกราฟด้านล่างนี้

2 highschool 04 img04

ควรทำอย่างไรหากเกิดRetracementและการกลับตัว(Reversal)?

เมื่อคุณพบกับโอกาสที่น่าจะเกิด Retracement หรือการกลับตัว คุณมี 3 ตัวเลือกให้เลือกทำ
1. หากคุณถือตำแหน่งอยู่ให้ดูสถานการณ์ ถ้าหาก Retracement ต่อเนื่องเป็นเวลานาน ให้ระวังเนื่องจากมีความอันตรายที่จะเกิดการขาดทุนได้
2. หากคุณปิดตำแหน่งและให้ลองเข้าตำแหน่งอีกครั้ง แน่นอนว่าสุดท้ายแล้วทิศทางของเทรนด์ไม่เปลี่ยนแปลงและโอกาสที่สามารถได้รับกำไรก็จะลดลงครึ่งหนึ่ง
3. หากคุณปิดตำแหน่งถาวร สามารถแบ่งกำไรหรือขาดทุนตามการขยับที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น

และเนื่องจากการกลับตัวนี้นั้นสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ทำให้การเลือกตัวเลือก 3 อย่างนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
ซึ่งการจัดการความเสี่ยงนั้นสำคัญมากเพื่อให้สามารถจัดการได้ไม่ว่าจะตกอยู่ในสถานการณ์ใด

วิธีการแยกการกลับตัว(Reversal)

เป็นข้อดีสำหรับการซื้อขายโดยสามารถแยกแยะระหว่างการ Retracement และการกลับตัว (Reversal)ได้
โดยได้แยกความแตกต่างของทั้งสองแบบไว้ ดังนี้

Retracementการกลับตัว (Reversal)
มักจะเกิดขึ้นหลังจากมีการเคลื่อนไหวของราคาครั้งใหญ่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ
ระยะสั้น มีระยะเวลาการกลับตัว(Reversal)ที่สั้นการเคลื่อนไหวของราคาระยะยาว
สภาพพื้นฐาน (อย่างเช่น สภาพแวดล้อมทางเศรษฐศาสตร์มหภาค)​ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นฐานนั้นเปลี่ยนแปลงไปด้วย ซึ่งมักจะเป็นตัวเร่งสำหรับการกลับตัวระยะยาว
ในช่วงขาขึ้น เราจะเห็นความสนใจในการซื้อ ทำให้ราคานั้นจะปรับตัวขึ้นไป
และในช่วงขาลง เราจะเห็นความสนใจในการขาย ทำให้ราคานั้นปรับตัวลง
ในช่วงขาขึ้น เราจะเห็นความสนใจซื้อน้อยมาก ทำให้ราคานั้นถูกกดลงให้ต่ำกว่าเดิม
และในช่วงขาลง เราจะเห็นความสนใจที่จะขายน้อยมาก ทำให้ราคานั้นถูกปรับให้สูงขึ้นเรื่อยๆ
การระบุ Retracement

วิธีนิยมที่ระบุ Retracement นั้นคือการใช้ระดับ Fibonacci
โดยส่วนใหญ่ Retracement ของราคานั้นจะอยู่ในช่วงระดับ Fibonacci Retracement ที่ระดับ 38.2% 50.0% และ 61.8%

หากราคานั้นผ่านระดับ3ระดับเหล่านี้ไป ในช่วงแรกมันอาจเป็นสัญญาณว่าการกลับตัว(Reversal)กำลังเกิดขึ้นก็ได้
อย่างที่คุณอาจจะรู้แล้ว การวิเคราะห์ทางเทคนิคไม่ได้มีความหมายแน่นอนโดยเฉพาะในตลาด Forex

2 highschool 05 img01

ในกรณีนี้ ราคาขึ้นและราคาจะคงอยู่ที่ระดับ fibonacci retractment ที่ 61.8% ก่อนกลับสู่แนวโน้มขาขึ้น หลังจากนั้นไม่นาน ราคาปรับขึ้นอีกครั้งและคงอยู่ที่ระดับ retracement ที่ 50%
อีกวิธีการอื่นที่สามารถดูว่าราคานั้นอยู่ในระดับการกลับตัว(Reversal)หรือไม่ สามารถทำได้โดยการใช้จุด Pivot Point
ในแนวโน้มขาขึ้น เทรดเดอร์จะมองหาจุดแนวรับที่ต่ำ (S1,S2, S3) และรอให้มันหัก(Break)ลงมาจากจุดแนวรับนั้น ในแนวโน้มขาลง เทรดเดอร์จะมองหาจุดแนวต้านที่สูง (R1,R2,R3) และรอให้มันหัก(Break)จากจุดแนวต้านนั้น

และถ้ามันทะลุ(Break)ผ่านเส้นเหล่านี้ การกลับตัวอาจกำลังเกิดขึ้น! สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมหรือข้อมูลใหม่อื่นๆเพิ่มเติม ลองเข้าไปดูในบทเรียนเรื่อง Pivot Point

2 highschool 05 img02

วิธีสุดท้ายคือการใช้เส้นเทรนด์ไลน์(Trend Line) เมื่อเส้นเทรนด์ไลน์หลักนั้นมีการหักตัว จะหมายความได้ว่าการกลับตัวนั้นอาจกำลังเกิดขึ้น
และด้วยการใช้เครื่องมือทางเทคนิคนี้เข้ากับรูปแบบกราฟแท่งเทียนที่เราได้อธิบายไปก่อนหน้า เทรดเดอร์ Forex นั้นอาจมีโอกาสในการกลับตัวของราคาที่สูงขึ้น

2 highschool 05 img03

ในขณะที่วิธีเหล่านี้สามารถระบุถึงการกลับตัวได้ แต่พวกมันไม่ใช่วิธีเดียวที่สามารถทำได้ และสุดท้าย ไม่มีอะไรมาทดแทนการฝึกฝนและประสบการณ์ได้ ด้วยเวลาที่เพียงพอ คุณสามารถหาวิธีที่เข้ากับแนวพฤติกรรมการเทรด Forex ของคุณที่จะช่วยในการระบุ Retracementและการกลับตัว(Reversal)

วิธีป้องกันตัวเองจากการกลับตัว(Reversal)

เมื่อทำการซื้อขาย Retracement ต้องใช้จุด Stop Loss ทุกครั้ง
เนื่องจากจุด Stop Loss จะช่วยรักษาเงินทุนอย่างที่เราได้บอกไปก่อนหน้านี้ การกลับตัว (Reversal) สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ซึ่ง Retracement สามารถเปลี่ยนเป็นการกลับตัว(Reversal) ได้โดยไม่มีการเตือนล่วงหน้าเนื่องจากเป็นเรื่องเกี่ยวกับการหยุดความต่อเนื่องของเทรนด์จึงควรต้องระมัดระวัง
ดังนั้น การตั้งจุด Stop Loss จะช่วยป้องกันการขาดทุนและสามารถช่วยรักษาเงินทุน
สรุป

หากคุณรู้ความแตกต่างระหว่าง Retracement และการกลับตัว (Reversal) มันจะช่วยให้ลดความสูญเสียและมีโอกาสทำกำไรได้สูงขึ้น ทั้งนี้ความสามารถในฐานะเทรดเดอร์นั้นเติบโตได้