fbpx

พื้นฐานฟอเร็กซ์ Level 10

รูปแบบกราฟที่สำคัญ

รูปแบบกราฟ (Chart Patterns)

ในบทเรียนนี้เรามาเรียนเรื่องของรูปแบบกราฟกันดีกว่า รูปแบบกราฟนั้นถ้าให้ลองนึกก็เหมือนกับเครื่องตรวจจับระเบิด เพราะเมื่อสิ้นสุดบทเรียนนี้แล้ว จะสามารถหาจุดเกิดระเบิดในกราฟได้ก่อนที่มันจะระเบิดและคุณจะสามารถทำกำไรได้จากการแยะแยกสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปเหล่านี้
ในบทเรียนนี้ จะสอนเกี่ยวกับรูปแบบกราฟและลักษณะกราฟพื้นฐาน เมื่อเราวิเคราะห์ได้ถูกต้องก็จะนำไปสู่จุด Breakout ได้
เป้าหมายของเรา คือ พยายามหาจุดที่เกิดการเคลื่อนไหวของตลาดมากที่สุดเเละเราจะสามารถขี่เทรนด์และเข้าทำกำไรได้
รูปแบบกราฟจะช่วยบอกให้รู้ถึงสภาวะตลาดว่าการเกิด Breakout เมื่อไหร่ อีกทั้งรูปแบบกราฟยังบอกให้รู้ได้ว่า ราคาขยับไปในทิศทางเดียวกันหรือในทางตรงกันข้ามและทำการศึกษากลยุทธ์การซื้อขายเพื่อให้เข้ากับรูปแบบ
ด้านล่างเป็นรูปแบบกราฟที่จะเรียนในบทเรียนนี้- Double Top and Double Bottom
– Inverse Head and Shoulders
– Rising and Falling Wedges
– Bullish and Bearish Rectangles
– Bearish and Bullish Pennants
– Triangles (Symmetrical triangle, Ascending triangle, Descending triangle)

การเทรดแบบ Double Tops และ Double Bottom

รูปแบบ Double Top

รูปแบบ Double Top นั้นเป็นรูปแบบที่เกิดขึ้นหลังจากมีการขยับตัวขึ้นของราคา “Top” เป็นส่วนที่สูงสุดที่เกิดขึ้นเมื่อราคาขึ้นไปถึงระดับที่ไม่สามารถขึ้นไปได้มากกว่านี้
หลังจากที่ราคาขึ้นถึงระดับนั้น ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย แต่จะกลับมาที่เส้นทดสอบอีกครั้ง ถ้าหากราคามีการเปลี่ยนแปลงจากระดับนั้นอีกครั้ง คุณจะได้ Double Top!

2 middleschool 02 img01

จากรูปด้านบน คุณจะเห็นจุดสูงสุด 2 จุด หรือ “tops” ที่เกิดขึ้นหลังจากมีการปรับขึ้นของราคาอย่างรุนแรง สังเกตได้ว่าจุดสูงสุดจุดที่ 2 นั้นจะไม่สามารถขึ้นไปสูงกว่าจุดแรกได้ นี่ถือว่าเป็นสัญญาที่แน่ชัดว่าการผลิกกลับของราคานั้นจะเกิดขึ้น เพราะมันสามารถบอกเราได้ว่าความเชื่อมั่นในการเข้าซื้อนั้นกำลังจะสิ้นสุดลง

และด้วยรูปแบบ double top นี้ เราสามารถวางจุดการเข้าซื้อในจุดที่ต่ำกว่า neckline เพราะเราคาดหวังจุดพลิกกลับให้มีแนวโน้มขาขึ้น

2 middleschool 02 img02

ดูจากรูปแล้วจะเห็นว่าราคานั้นจะทะลุผ่านจุด Neckline และปรับลงได้อย่างดี จำไว้ว่า Double top นั้นเป็นการรวมตัวกันของ Trend Line ที่พลิกผัน ดังนั้นคุณจะต้องมองหากราฟเหล่านี้หลังจากมีแนวโน้มขาขึ้นที่แน่ชัด

คุณยังต้องสังเกตว่า ราคาที่ตกนั้นจะมีความสูงเท่าๆกับรูปแบบ Double Top จงจำไว้ เพราะมันจะเป็นสิ่งที่มีประโยชน์มากในการตั้งเป้ากำไร

รูปแบบ Double bottom

รูปแบบ Double Bottom นั้นก็เป็นรูปแบบแนวโน้มที่พลิกผัน แต่ในครั้งนี้ เราจะมองไปที่การ Long แทนที่จะเป็นการ Short การรวมตัวกันเหล่านี้จะเกิดขึ้นหลังจากมีแนวโน้มขาลงที่ขยายตัวเป็น 2 จุดต่ำสุด หรือ “Bottom”

2 middleschool 02 img03

คุณสามารถเห็นได้จากรูปด้านบนว่าหลังจากแนวโน้มขาลงอันก่อนหน้า ราคาจะก่อตัวกันเป็น 2 กลุ่ม เพราะมันไม่สามารถตกลงไปต่ำกว่าราคาที่กำหนดไว้ได้
สังเกตได้ว่าจุดที่ต่ำที่สุดจุดที่ 2 นั้นจะไม่สามารถตกลงไปต่ำกว่าจุดแรกได้มากเท่าไร นี่เป็นสัญญาณที่ชี้ให้เห็นว่าความเชื่อมั่นในการขายนั้นกำลังจะสิ้นสุดลง และการพลิกผันก็กำลังจะเกิดขึ้น

2 middleschool 02 img04

หลังจากนั้นราคาได้ทะลุจุด Neckline และปรับขึ้นไปได้อย่างดี
เห็นใช่ไหมว่าราคานั้นกระโดดไปอย่างที่เรียกได้ว่าแทบจะเท่ากับจุด Double Bottom จำไว้ว่า เช่นเดียวกับ Double Top, Double Bottom นั้นก็เป็นรูปแบบแนวโน้มที่พลิกผัน และคุณจะต้องการที่จะมองหาเส้นเหล่านี้หลังจากมีแนวโน้มขาลงที่แน่ชัด

การเทรดแบบ Head and Shoulders

Head and Shoulders

รูปแบบ Head and Shoulders นั้นเป็นรูปแบบของแนวโน้มที่กลับตัว
มันจะเริ่มจาก จุดยอด (ไหล่) ตามด้วย จุดยอดที่สูงที่สุด (หัว) และตามด้วยจุดยอดที่ต่ำลงมา อีกจุดหนึ่ง (ไหล่) จุด “Neckline” เกิดขึ้นจากการเชื่อมกันระหว่างจุดต่ำสุดทั้ง 2 จุด โดยที่ความชันของเส้นนี้เป็นได้ทั้งแบบขึ้นและลง ซึ่งโดยปกติแล้ว เมื่อความชันนั้นลาดลง สัญญาณที่เกิดขึ้นจะมีความน่าเชื่อถือมากกว่า

2 middleschool 03 img01

ในตัวอย่างนี้ เราจะสามารถเห็นรูปแบบ Head and Shoulders ได้อย่างง่ายดาย
ส่วนหัวนั้นจะเป็นจุดยอดที่ 2 และจะเป็นจุดที่สูงที่สุดในรูปแบบกราฟนี้ ส่วนไหล่ทั้งสองนั้นก็เป็นจุดยอดเช่นเดียวกัน แต่จะไม่ขึ้นสูงไปกว่าความสูงของส่วนหัว

และด้วยรูปแบบนี้ เราจะสามารถวางจุดการเข้าได้ในจุดที่ต่ำกว่าจุด Neckline

เรายังคงสามารถคำนวณจุดเป้าหมายได้โดยการวัดจากจุดสูงสุดของส่วนหัวไปที่จุด Neckline ระยะทางนี้นั้น โดยประมาณจะเท่ากับระยะทางที่ราคาจะเคลื่อนตัวหลังจากที่ทะลุผ่านจุด Neckline ได้

2 middleschool 03 img02

คุณจะสามารถเห็นได้ว่า เมื่อราคาตกลงต่ำกว่าจุด Neckline มันจะเริ่มเคลื่อนไปด้วยระยะทางที่เท่ากับระยะทางระหว่างส่วนหัวและจุด Neckline เป็นอย่างน้อย พวกเรารู้นะว่าคุณคิดกับตัวเองว่า “ราคานั้นยังคงเพิ่มขึ้นหลังจากถึงจุดที่ตั้งไว้แล้ว”

มันเป็นเรื่องใหญ่หากราคาปรับตัวขึ้นโดยไม่ถึงจุดกำหนดกำไร

รูปแบบ Inverse Head and Shoulder

ชื่อของมันก็ได้อธิบายตัวมันเองแล้ว ซึ่งมันก็คือรูปแบบ ็Head and Shoulder แต่ว่าครั้งนี้ มันกลับคว่ำลง
มันเกิดขึ้นจากการรวมตัวเป็นรูปร่างที่คล้ายกับหุบเขา (ไหล่) ตามด้วยหุบเขาที่เตี้ยกว่า (หัว) และตามด้วยหุบเขาที่สูงขึ้น (ไหล่) ซึ่งหุบเขาเหล่านี้จะเกิดขึ้นหลังจากมีการขยายตัวของเคลื่อนตัวลงของราคา

2 middleschool 03 img03

ตรงนี้ คุณจะสามารถเห็นได้ว่ามันเป็นเหมือนกับรูปแบบ Head and Shoulder เพียงแค่พลิกคว่ำลง และด้วยรูปแบบนี้ เราจะสามารถวางจุดที่เข้าซื้อที่อยู่เหนือจุด Neckline ได้ เป้าหมายของเราสามารถคำนวณได้เช่นเดียวกันกับรูปแบบ Head and Shoulders ทำการวัดระยะทางจากส่วนหัวจนถึงจุด Neckline และระยะทางนั้น โดยประมาณแล้วจะเท่ากับระยะทางที่ราคาจะเคลื่อนที่หลังจากที่มันทะลุผ่านจุด Neckline

2 middleschool 03 img04

คุณสามารถเห็นได้ว่าราคาจะเคลื่อนตัวขึ้นได้อย่างดีหลังจากทะลุผ่านจุด Neckline และเมื่อคุณถึงเป้าหมายที่กำหนดไว้แล้ว จงพอใจกับกำไรที่คุณได้รับ อย่างไรก็ตาม มันยังคงมีเทคนิคการจัดการการเทรดที่คุณสามารถล็อคผลกำไรของคุณไว้ และยังคงสามารถเทรดได้อย่างปกติ ในกรณีที่ราคายังคงเคลื่อนไปยังทิศทางที่คุณหวังไว้ คุณจะได้เรียนรู้เรื่องเหล่านี้ในบทเรียนอื่นๆในหลักสูตรนี้

การเทรดกราฟรูปแบบ Wedge Chart

สัญญาณ Wedges เป็นสัญญาณหยุดชั่วคราวในเทรด ณ ปัจจุบัน เมื่อคุณพบกับรูปแบบกราฟนี้ มันจะส่งสัญญาณให้กับผู้เทรด Forex ที่กำลังยังคงตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรต่อไป
โดยที่รูปแบบ Wedges นั้นเป็นได้ทั้งรูปแบบต่อเนื่องและรูปแบบกลับตัว

รูปแบบกราฟสามเหลี่ยมแบบเงยขึ้น หรือ Rising Wedge

รูปแบบ Rising wedge เป็นรูปแบบที่เกิดขึ้นจากการรวมตัวกันของราคาระหว่างเส้นแนวรับและเส้นแนวต้าน ในกราฟนี้ เส้นแนวรับจะมีความชันมากกว่าเส้นแนวต้าน ซึ่งชี้ได้ว่าจุด Higher Low นั้นรวมตัวกันได้เร็วกว่า Higher High ทำให้นำไปสู่รูปแบบที่คล้ายกับรูปแบบ Wedge ซึ่งนั่นก็คือที่มาของชื่อรูปแบบนี้นั่นเอง! และด้วยเส้นราคาที่มารวมกัน เรารู้ได้ว่าคลื่นลูกใหญ่กำลังจะมา ดังนั้นเราสามารถคาดเดาได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของจุด Top หรือ Bottom
และถ้าหาก Rising Wedge เกิดขึ้นหลังจากแนวโน้มขาขึ้น มันมักจะเป็นรูปแบบกลับตัวแบบ bearish อย่างไรก็ตาม หากมันเกิดขึ้นหลังจากแนวโน้มขาลง มันอาจส่งสัญญาณถึงราคาที่ตกอย่างต่อเนื่อง

2 middleschool 04 img01

ในตัวอย่างแรกนี้ รูปแบบ Rising Wedge เกิดขึ้นเมื่อแนวโน้มขาขึ้นสิ้นสุดลง สังเกตได้จากพฤติกรรมของราคาเริ่มก่อตัวอีกครั้ง แต่ยังช้ากว่าตอนที่ราคาอยู่ในจุด higher low

2 middleschool 04 img02

เห็นที่ราคาตกลงมาอย่างมากไหม? นั่นหมายความว่า จำนวนของผู้เทรด Forex ที่ต้องการจะขาย(Sell)มีมากกว่ากลุ่มที่ต้องการจะซื้อ (Buy) อย่างมาก!
พวกเขากดราคาให้ต่ำลงไปกว่าเทรนด์ไลน์ เพื่อแสดงให้เห็นว่าแนวโน้มขาลงอาจเกิดขึ้นได้
เช่นเดียวกับรูปแบบการเทรด Forex อื่นๆที่เราได้กล่าวไปก่อนหน้านี้ การเคลื่อนไหวของราคาหลังจากที่ทะลุจากเส้นที่กำหนดนั้นจะมีระยะทางโดยประมาณเท่าๆกับความสูงของรูปแบบนั้นๆ
และตอนนี้ เรามาดูกันที่ตัวอย่างที่ 2 ของรูปแบบ Rising Wedge กันและในครั้งนี้ มันจะส่งสัญญาณต่อเนื่องในรูปแบบ bearish

2 middleschool 04 img03

อย่างที่คุณเห็น ราคานั้นจะขึ้นมาจากแนวโน้มขาลงก่อนที่จะมารวมตัวและร่างให้เกิดจุด higher high และแม้แต่ higher low

2 middleschool 04 img04

ในกรณีนี้ ราคาจะลงมาต่ำลงไปถึงด้านล่างของกราฟและแนวโน้มขาลงจะดำเนินต่อไป นี่คือเหตุผลที่มันถูกเรียกว่า สัญญาณต่อเนื่อง
รูปแบบ Rising wedge เกิดขึ้นหลังจากแนวโน้มขาขึ้น และมักจะนำไปสู่รูปแบบ การกลับตัว (ขาลง) ในขณะที่ Rising Wedge ที่เกิดขึ้นระหว่างแนวโน้มขาลงนั้นมักจะทำให้เกิดรูปแบบ ต่อเนื่อง (ขาลง)
พูดให้เข้าใจง่ายๆก็คือ Rising Wedge นั้นจะนำไปสู่แนวโน้มขาลง ซึ่งหมายความว่ามันเป็นกราฟรูปแบบ bearish

รูปแบบ Falling Wedge

เช่นเดียวกันกับ Wising Wedge รูปแบบกราฟ Falling Wedge นั้นก็เป็นได้ทั้งสัญญาณแบบกลับตัวและแบบต่อเนื่อง
หากเป็นสัญญาณแบบกลับตัว มันจะเกิดขึ้นที่จุดต่ำสุดของแนวโน้มขาลง ซึ่งชี้ได้ว่าแนวโน้มขาขึ้นกำลังจะเกิดขึ้นต่อจากนี้
หากเป็นสัญญาณแบบต่อเนื่อง มันจะเกิดขึ้นระหว่างแนวโน้มขาขึ้น ซึ่งกล่าวได้ว่าแนวโน้มขาขึ้นของราคานั้นจะดำเนินต่อไป โดยที่รูปแบบของกราฟ Falling Wedge นั้นจะเป็นแบบ bullish ซึ่งต่างจาก Rising Wedge

2 middleschool 04 img05

ในตัวอย่างนี้ Falling Wedge จะทำหน้าที่เป็นสัญญาณแบบกลับตัว ซึ่งหลังจากแนวโน้มขาลงจะเกิดจุด lower high และ lower low ของราคา สังเกตได้จากการที่เทรนด์ไลน์ที่เชื่อมกับจุด high นั้นจะมีความชันที่มากกว่าเทรนด์ไลน์ที่เชื่อมกับจุด low

2 middleschool 04 img06

และเมื่อผ่านทะลุจุดสูงสุดของ Wedge ไปได้ คู่ forex จะมีการเคลื่อนที่ขึ้นในระยะทางที่เท่าๆกับความสูงของรูปแบบนั้นๆ และในกรณีนี้ ราคาจะขึ้นสูงกว่าเป้าที่ตั้งไว้เรื่อยๆ
เรามาดูกันที่ตัวอย่างของ Falling Wedge เมื่อต้องทำหน้าที่เป็นสัญญาณต่อเนื่องบ้าง อย่างที่ได้กล่าวไปก่อนหน้า เมื่อ Falling Wedge เกิดขึ้นระหว่างแนวโน้มขาขึ้น มันมักจะส่งสัญญาณว่าจะมีแนวโน้มเป็นเช่นเดิม

2 middleschool 04 img07

ในกรณีนี้ จะมีการรวมตัวกันของเส้นราคาเล็กน้อยหลังจากที่มีการเคลื่อนไหวอย่างมาก ซึ่งนั่นหมายความว่า ผู้ซื้อสามารถหยุดเพื่อพักและอาจจะได้ผู้เข้าร่วมเทรดมากขึ้น

2 middleschool 04 img08

เห็นหรือไม่ว่าราคานั้นจะทะลุผ่านส่วนที่สูงที่สุดและขึ้นไปสูงกว่าเดิม
หากเราได้วางจุดเข้าซื้อไว้ด้านบนของเส้นเทรนด์ไลน์ที่เชื่อมกับจุด high เราจะสามารถกระโดดไปที่จุดที่มีแนวโน้มขาขึ้นและได้รับกำไร เป้าหมายที่ดีควรที่จะมีความสูงเท่าๆกับรูปแบบกราฟ Wedge
และถ้าหากคุณต้องการได้ pips เพิ่มอีก คุณสามารถล็อคผลกำไรที่จุดเป้าหมายได้โดยการปิดบางส่วนในการเทรดของคุณ และปล่อยให้ส่วนที่เหลือทำหน้าที่ของตัวเองไป

การใช้รูปแบบกราฟสี่เหลี่ยมเพื่อเทรด Breakouts

กราฟสี่เหลี่ยมนี้เป็นรูปแบบที่จะเกิดขึ้นเมื่อราคานั้นเคลื่อนไหวในระดับที่แนวรับขนานอยู่กับแนวต้าน
กราฟสี่เหลี่ยมนี้จะแสดงระยะเวลาที่มีการรวมหรือสะท้อนความไม่แน่นอนของผู้ขายและผู้ซื้อ เนื่องจากพวกเขาจะผลัดกันปล่อยหมัดออกมา แต่ไม่มีใครที่ตัดสินใจอย่างแน่ชัด
ราคาจะ “ทดสอบ” ระดับแนวรับและแนวต้านอยู่หลายครั้งก่อนที่จะทะลุ 2 เส้นนี้ออกไปได้ในที่สุด จากนี้ ราคานั้นสามารถมีแนวโน้มไปในทิศทางที่เกิดการ breakout ไม่ว่าจะเป็นขาขึ้นหรือขาลง

2 middleschool 05 img01

ในตัวอย่างข้างต้น เราสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนว่าราคานั้นจะเคลื่อนที่ระหว่างสองระดับราคาหลักที่ขนานซึ่งกันและกัน เราเพียงแค่ต้องรอจนกว่าจะสามารถทะลุเส้นใดเส้นหนึ่งของระดับราคานี้ และเคลื่อนต่อไปได้! จงจำไว้ว่า เมื่อคุณเห็นกราฟสี่เหลี่ยม จงคิดนอกกรอบ!

รูปแบบกราฟสี่เหลี่ยมผืนผ้าขาลง (Bearish Rectangle)

รูปแบบกราฟสี่เหลี่ยมผืนผ้าขาขึ้นนั้นจะเกิดขึ้นเมื่อราคามีการพักฐานอยู่ซักครู่ในระหว่างช่วงขาลง พฤติกรรมนี้เกิดขึ้นเนื่องจากผู้ขายนั้นอาจจะต้องการที่จะหยุดพัก ก่อนที่ราคาจะตกลงไปมากกว่านี้

2 middleschool 05 img02

ในตัวอย่างนี้ ราคาจะทะลุผ่านจุดต่ำสุดของกราฟสี่เหลี่ยมผืนผ้านี้ และจะยังคงตกลงต่อไป หากเราได้ทำการขาย (Sell) ไว้ที่จุดด้านใต้ระดับแนวรับ เราจะทำกำไรได้อย่างงามจากการเทรดในครั้งนี้

2 middleschool 05 img03

และนี่คือคำแนะนำ: เมื่อราคาตกลงมาต่ำกว่าแนวรับ มันมีแนวโน้มที่จะเคลื่อนไหว โดยมีขนาดเท่าๆกับรูปแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้า ในตัวอย่างข้างต้น ราคาจะเคลื่อนที่ไปไกลกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ ดังนั้นมันแปลว่าเรามีโอกาสที่จะได้ pips มาบ้าง!

รูปแบบกราฟสี่เหลี่ยมผืนผ้าขาขึ้น (Bullish Rectangle)

และนี่คืออีกตัวอย่างหนึ่งของรูปแบบสี่เหลี่ยม ซึ่งในครั้งนี้จะเรียกว่า รูปแบบกราฟสี่เหลี่ยมผืนผ้าขาขึ้น หลังจากแนวโน้มขาขึ้น ราคาจะหยุดพักฐานซักครู่ คุณสามารถเดาได้หรือไม่ว่าราคาจะไปทิศทางใดต่อไป?

2 middleschool 05 img04

หากคุณตอบว่ามันเป็นขาขึ้น คุณตอบถูกแล้ว! ดูแนวเส้นขาขึ้นที่ทะลุขึ้นมาสิ!

2 middleschool 05 img05

ลองสังเกตดูว่าราคาจะเคลื่อนตัวขึ้นไปสูง หลังจากที่ทะลุผ่านจุดสูงสุดของรูปแบบสี่เหลี่ยมนี้ได้ และถ้าหากเราได้ Long ไว้ที่จุดบนเส้นแนวต้าน เราจะสามารถเก็บ pips ได้จากการเทรดครั้งนี้! เช่นเดียวกันกับรูปแบบกราฟสี่เหลี่ยมผืนผ้าขาลง เมื่อราคาทะลุผ่านออกไป มันจะเคลื่อนที่ได้ในระยะทางเท่ากับก่อนหน้านี้เป็นอย่างต่ำ

 

การเทรดรูปแบบธงสามเหลี่ยม (Pennants)

รูปแบบธงสามเหลี่ยมขาลง (Bearish Pennants)

คล้ายกับกับรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า เสาธงเป็นรูปแบบกราฟแบบต่อเนื่องที่เกิดขึ้นหลังจากการเคลื่อนไหวอย่างรุนเเรง

หลังจากที่มีการเคลื่อนตัวขึ้นหรือลง ผู้ซื้อหรือผู้ขายมักจะหยุดดูซักพักก่อนที่เทรดต่อไปในทิศทางเดียวกัน ด้วยเหตุนี้ เส้นราคามักจะรวมกันและทำให้เกิดรูปสามเหลี่ยมเล็กๆซึ่งถูกเรียกว่า Pennant

ในขณะที่เส้นราคายังคงรวมตัวกัน ผู้ซื้อผู้ขายมักจะตัดสินใจเข้าไปในการเคลื่อนไหวที่รุนแรงมากขึ้น ซึ่งจะทำให้ราคาหลุดออกจากแนวการเทรด ในรูปแบบของ Pennant
รูปแบบธงสามเหลี่ยมขาลง (Bearish Pennants)ถูกสร้างขึ้นในช่วงที่มีความชันที่เกือบจะเป็นเส้นตรงแนวตั้ง และอยู่ในช่วงขาลง หลังจากที่ราคาตกลงมากอย่างมาก ผู้ขายบางคนต้องปิดการเทรด ในขณะที่บางคนตัดสินใจที่จะเข้าตามแนวโน้มนี้ ซึ่งทำให้ราคานั้นเกิดการกระจุดตัวเล็กน้อย

2 middleschool 06 img01

และเมื่อมีผู้ขายเข้าร่วมมากพอ ราคาจะทะลุเส้นต่ำสุดของ Pennant ลงไป และจะยังคงตกลงไปอีกเรื่อยๆ

2 middleschool 06 img02

อย่างที่คุณเห็น ราคาจะยังคงตกลงถึงแม้ราคาจะตกทะลุผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว ในการเทรดรูปแบบนี้ เราจะทำการขาย (Sell) ที่จุดต่ำสุดของ Pennant และวางจุด Stop Loss ไว้บน Pennant ด้วยวิธีนี้ เราจะถูกตัดออกจากการเทรดในทันทีที่ Breakout นั้นไม่ได้เกิดขึ้นจริง

ต่างจากรูปแบบอื่นๆที่ขนาดของการเคลื่อนไหวในครั้งต่อมาจะมีขนาดเท่าๆกับความสูงของรูปแบบ ในรูปแบบ Pennant นั้นจะส่งสัญญาณถึงการเคลื่อนไหวที่แน่ชัดมากขึ้น โดยปกติแล้ว ระยะทางของการเคลื่อนไหวก่อนหน้า (เป็นลักษณะเหมือนธง) จะถูกใช้ประมาณขนาดการเคลื่อนไหวของ Breakout

รูปแบบธงสามเหลี่ยมขาขึ้น (Bullish Pennant)

รูปแบบธงสามเหลี่ยมขาขึ้นก็เป็นเหมือนกับที่ชื่อมันได้บอกไว้ มันส่งสัญญาณว่าราคาจะพุ่งตัวไปอีกครั้ง ซึ่งหมายถึงราคาที่เพิ่มขึ้นอย่างมากจะดำเนินต่อไปหลังจากที่ราคากระจุกตัวกันอยู่ในเวลาสั้นๆ และเมื่อมีกำลังมากพอ ราคาจะพุ่งตัวสูงขึ้นไปอีก

2 middleschool 06 img03

ในตัวอย่างนี้ ราคาจะพุ่งขึ้นในแนวตั้งก่อนที่จะหยุดกระจุกตัวกันเล็กน้อย

2 middleschool 06 img04

เป็นไปตามที่เราคาดไว้ ราคาจะเคลื่อนตัวขึ้นอย่างรุนแรงหลังจาก Breakout และในการเทรดนี้ เราจะทำการซื้อ ไว้ที่จุดบน Pennant และวางจุด Stop Loss ไว้ใต้จุดที่ต่ำสุดของ Pennant เพื่อหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิด และอย่างที่เราได้พูดคุยกันก่อนหน้านี้ ขนาดของการเคลื่อนไหว Breakout จะมีขนาดเท่าๆกับความสูงของ เสาธง (หรือขนาดของการเคลื่อนไหวก่อนหน้า) Pennant นั้นอาจจะมีขนาดที่เล็ก แต่มันสามารถส่งสัญญาณถึงการเคลื่อนไหวของราคาขนาดใหญ่ได้อย่างดี ดังนั้น อย่าประเมินมันต่ำเกินไป!

การเทรดกราฟรูปแบบ Triangles

รูปแบบสามเหลี่ยมแบบสมมาตร (Symmetrical Triangle)

สามเหลี่ยมแบบสมมาตร (Symmetrical Triangle)นั้นเป็นรูปแบบกราฟที่ความชันของราคาจุด High และความชันของราคาจุด Low จะเข้ามาบรรจบกันที่จุดๆหนึ่ง ทำให้มีรูปแบบคล้ายกับสามเหลี่ยม ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างการเกิดของรูปแบบนี้นั่นก็คือตลาดจะมีการสร้างจุด Lower High และ Higher Low
หมายความว่าทั้งผู้ซื้อและผู้ขายจะผลักดันให้ราคาขึ้นไปไม่ได้มากพอที่จะสร้างให้เห็นแนวโน้มที่ชัดเจนพอหรือมีการขัดแย้งกันระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย
นี่ก็ถือว่าเป็นการกระจุกตัวของราคาประเภทหนึ่ง

2 middleschool 07 img01

ในกราฟด้านบน เราจะเห็นได้ว่าทั้งผู้ซื้อและผู้ขายไม่สามารถผลักดันราคาไปในทิศทางที่พวกเขาต้องการได้ และเมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้น เราจะได้ Lower High และ Higher Low

และเมื่อเส้นความชันทั้งสองเส้นเคลื่อนเข้าหากัน นั่นหมายความว่า Breakout ใกล้เข้ามาแล้ว เราไม่มีทางรู้ได้ว่าทิศทางของ Breakout จะเป็นเช่นไร แต่เรารู้ว่าตลาดนั้นจะมีการ Breakout อย่างแน่นอน

แล้วเราจะทำอย่างไรให้ได้เปรียบ? ง่ายมาก
เราสามารถวางจุดเข้าซื้อไว้บนเส้นความชันของ Lower High และไว้ที่ด้านล่างของเส้นความชันของ Higher Low และเนื่องจากเรารู้แล้วว่าราคาจะเกิดการ Breakout สิ่งที่เราต้องทำคือแค่ตามน้ำไปในทิศทางที่ตลาดเคลื่อนที่ไป

2 middleschool 07 img02

ในตัวอย่างข้างบนนี้ หากเราวางจุดเข้าซื้อไว้บนเส้นความชันของ Lower High เราจะได้เข้าไปอยู่ในการเคลื่อนตัวขึ้นอย่างดี แต่หากคุณวางจุดเข้าซื้อไว้อีกจุดหนึ่งใต้เส้นความชันของ Higher Low คุณจะต้องยกเลิกมันทันทีที่คำสั่งแรกผ่านแล้ว

รูปแบบสามเหลี่ยมมุมเงย (Ascending Triangle)

รูปแบบของสามเหลี่ยมประเภทนี้จะเกิดขึ้นต่อเมื่อมีระดับแนวต้านและความชันของ Higher Low สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้นั้นคือจะมีเส้นระดับที่ผู้ซื้อดูเหมือนว่าจะไม่สามารถผ่านไปได้ แต่อย่างไรก็ตาม พวกมันจะค่อยๆผลักราคาขึ้น เห็นได้จากจุด Higher Low

2 middleschool 07 img03

จากกราฟด้านบน เราจะเห็นได้ว่าผู้ซื้อจะเริ่มมีความเชื่อมั่นมากขึ้น เพราะพวกเขามีจุด Higher Low พวกเขาจะสร้างแรงกดดันลงในระดับแนวต้าน และส่งผลให้เกิดการ Breakout แต่คำถามคือ “มันจะไปในทิศทางไหน? แล้วผู้ซื้อจะสามารถทะลุผ่านระดับนั้นได้หรือไม่ หรือระดับแนวต้านนั้นจะแข็งแรงเกินไปหรือไม่?”

ในหนังสือการวิเคราะห์กราฟหลายๆเล่มอาจบอกคุณว่า ในหลายๆกรณี ผู้ซื้อมักจะชนะในการเทรดครั้งนี้และราคาจะ Breakout ผ่านเส้นแนวต้าน
แต่อย่างไรก็ตาม จากประสบการณ์ของเรา มันไม่เกิดขึ้นจริงเสมอไป
ในบางครั้ง ระดับแนวต้านนั้นอาจจะแข็งแรงเกินไป และอาจจะมีกำลังซื้อที่ไม่มากพอในการพลักดันให้ทะลุผ่านไปได้
ส่วนมากแล้ว ในความเป็นจริง ราคาจะปรับสูงขึ้น ซึ่งสิ่งที่เราต้องการจะชี้ให้เห็นคือ คุณไม่ควรที่จะยึดติดกับทิศทางที่ราคาจะเคลื่อนไป แต่คุณควรเตรียมตัวให้พร้อม ไม่ว่าราคาจะเคลื่อนที่ไปในทิศทางใดก็ตาม
ซึ่งในกรณีนี้ เราจะตั้งคำสั่งเข้าซื้อไว้เหนือเส้นแนวต้านและอยู่ล่างเส้นความชันของ Higher Low

2 middleschool 07 img04

ในสถานการณ์เช่นนี้ ผู้ซื้อมักจะแพ้ในการเทรดและราคาก็จะดิ่งตกลง! คุณจะเห็นได้ว่าราคาที่ตกลงนั้นมีระยะทางเท่าๆกับความสูงของรูปแบบสามเหลี่ยม และถ้าหากเราตั้งคำสั่งขาย (Sell) ไว้ใต้รูปแบบสามเหลี่ยม เราอาจได้ pips มาบ้างจากราคาที่ดิ่งลง

รูปแบบสามเหลี่ยมมุมก้ม (Descending Triangle)

สามเหลี่ยมมุมก้ม(Descending Triangle)นั้นเป็นรูปแบบตรงกันข้ามกับสามเหลี่ยมมุมเงย(Ascending Triangle) ซึ่งในรูปแบบสามเหลี่ยมมุมก้มจะมีเส้นจากจุด lower high ที่เกิดขึ้นเป็นเส้นด้านบน และส่วนเส้นด้านล่างนั้นจะเป็นเส้นแนวรับที่ราคานั้นดูเหมือนว่าจะไม่สามารถทะลุผ่านไปได้

2 middleschool 07 img05

ในรูปด้านบน คุณจะเห็นได้ว่าราคานั้นจะค่อยๆสร้างจุด Lower High ที่สามารถบอกได้ว่าผู้ขายนั้นเริ่มที่จะมีข้อได้เปรียบกว่าผู้ซื้อ ซึ่งส่วนมาก ราคาจะค่อยๆผ่านทะลุเส้นแนวรับและจะค่อยๆตกลงเรื่อยๆ
อย่างไรก็ตาม ในบางกรณี เส้นแนวรับนั้นอาจแข็งแรงเกินไป และราคาจะเด้งออกจากเส้นนี้ และปรับตัวขึ้นอย่างมาก
เราไม่จำเป็นต้องสนใจว่าราคาจะไปในทิศทางใด เราต้องรู้เพียงแค่ว่ามันกำลังจะไปที่ใดซักที่ และในกรณีนี้ เราจะวางคำสั่งเข้าซื้อไว้เหนือเส้นด้านบน (Lower High) และด้านล่างเส้นแนวรับ

2 middleschool 07 img06

ในกรณีนี้ ราคาจะจบลงที่จุดที่ทะลุผ่านเส้นสูงสุดของรูปแบบสามเหลี่ยมไป และหลังจากที่มีการ Breakout มันจะพุ่งสูงขึ้นในแนวตั้ง โดยมีระยะทางเท่าๆกับความสูงของสามเหลี่ยม วางจุดคำสั่งเข้าซื้อไว้เหนือจุดสูงสุดของสามเหลี่ยม และตั้งเป้าหมายไว้ให้สูงเท่าๆกับความสูงของรูปแบบ เพราะมันจะทำให้คุณได้ผลกำไรอย่างงาม

รูปแบบกราฟ 3 แบบ

ส่วนนี้ เราจะมาพูดถึงเกี่ยวกับวิธีที่จะทำให้คุณได้เปรียบจากการใช้รูปแบบกราฟเหล่านี้ให้มากขึ้น
แค่รู้วิธีว่าเครื่องมือเหล่านี้ใช้อย่างไรนั้นไม่เพียงพอ เราต้องรู้ถึงวิธีที่จะใช้มันด้วย และด้วยอาวุธเหล่านี้ในมือของคุณ คุณจะทำกำไรได้อย่างมากแน่นอน!เรามาสรุปรูปแบบกราฟที่เราเพิ่งเรียนกันไป และมาแยกมันตามสัญญาณที่พวกมันส่งกันดีกว่ารูปแบบกราฟแบบกลับตัว (Reversal Chart Patterns)

รูปแบบกราฟแบบกลับตัวเป็นหนึ่งในรูปแบบกราฟที่ส่งสัญญาณว่าแนวโน้มที่มีอยู่นั้นกำลังจะเปลี่ยนไป

หากรูปแบบกราฟแบบกลับตัวนั้นเกิดขึ้นระหว่างช่วงแนวโน้มขาขึ้น มันบอกเป็นนัยว่าแนวโน้มจะมีการกลับตัวและราคาจะลดลงในไม่ช้า แต่ในทางกลับกัน หากรูปแบบกราฟแบบกลับตัวเกิดขึ้นระหว่าช่วงแนวโน้มขาลง มันแสดงให้เห็นว่าราคาจะขยับขึ้นในภายหลัง

ในบทนี้เราได้เห็นรูปแบบกราฟ 6 รูปแบบที่แสดงถึงสัญญาณแบบกลับตัว

1. รูปแบบ Double Top
2. รูปแบบ Double Bottom
3. รูปแบบ Head and Shoulders
4. รูปแบบ Inverse Head and Shoulder
5. รูปแบบ Rising Wedge
6. รูปแบบ Falling wedge

2 middleschool 08 img01

ในการเทรดรูปแบบกราฟเหล่านี้ สิ่งที่ต้องทำคือเพียงแค่วางคำสั่งไว้เหนือเส้น Neckline และในทิศทางของแนวโน้มใหม่ จากนั้น พยายามหาจุดเป้าหมายที่มีความสูงใกล้เคียงกับความสูงของรูปแบบ
ตัวอย่างเช่น หากคุณเห็นรูปแบบ Double Bottom เราจะวางคำสั่งซื้อ (Buy)ไว้ที่จุดบนสุดของเส้น Neckline ของรูปแบบและหาจุดเป้าหมายที่มีความสูงใกล้เคียงกับระยะทางตั้งแต่จุดต่ำสุดจนถึงเส้น Neckline
และเพื่อบริหารความเสี่ยงให้ได้อย่างเหมาะสม อย่าลืมที่จะวางจุด stop! จุด stop loss ที่เหมาะสมนั้นสามารถตั้งไว้บริเวณตรงกลางของรูปแบบกราฟ
ตัวอย่างเช่น คุณสามารถวัดระยะทางของจุด double bottom จากเส้น neckline แบ่งออกเป็นสองส่วน และใช้มันเป็นขนาดของจุด stop loss

รูปแบบกราฟต่อเนื่อง (Continuation Chart Patterns)

รูปแบบกราฟแบบต่อเนื่องนั้นคือ รูปแบบกราฟที่ส่งสัญญาณว่าแนวโน้มที่เป็นอยู่จะดำเนินต่อไป
โดยปกติแล้ว รูปแบบนี้ก็เป็นที่รู้จักกันว่า Consolidation Pattern
เพราะว่าพวกมันแสดงให้เห็นถึงการที่ผู้ซื้อหรือผู้ขายหยุดพักก่อนที่จะเคลื่อนตัวออกไปต่อในทิศทางเดิมเหมือนกับแนวโน้มก่อนหน้า
เราได้ครอบคลุมรูปแบบกราฟแบบต่อเนื่องแทบจะทั้งหมด แบบ Wedges แบบสี่เหลี่ยม และแบบ Pennants แต่โปรดทราบไว้ว่า รูปแบบ Wedge นั้นเป็นได้ทั้งแบบกลับตัวและแบบต่อเนื่อง ขึ้นอยู่กับแนวโน้มระหว่างที่มันเกิดขึ้น

2 middleschool 08 img02

ในการเทรดด้วยรูปแบบเหล่านี้ สิ่งที่ต้องทำคือเพียงแค่วางคำสั่งไว้เหนือ หรือใต้รูปแบบกราฟ (ตามทิศทางของแนวโน้ม ณ ขณะนั้น) จากนั้น ตั้งจุดเป้าหมายไว้ที่ขนาดของรูปแบบ Wedge และสี่เหลี่ยมเป็นอย่างน้อย
สำหรับรูปแบบ Pennants คุณสามารถตั้งเป้าหมายไว้สูงกว่าเดิม และให้มีความสูงใกล้เคียงกับ Mast ของ Pennant นั้นๆ
สำหรับรูปแบบต่อเนื่อง จุด Stop Loss มักจะวางอยู่เหนือหรือใต้รูปแบบของกราฟจริง
ตัวอย่างเช่น เมื่อมีการเทรดรูปแบบกราฟสี่เหลี่ยมผืนผ้าขาลง วางจุด Stop Loss ไว้ไม่กี่ pips เหนือเส้นแนวรับของรูปแบบสี่เหลี่ยม

รูปแบบกราฟไปได้ทั้งสองทาง (Bilateral Chart patterns)

รูปแบบ Bilateral Chart Pattern นั้นจะมีความยากมากกว่ารูปแบบอื่นเพราะมันจะส่งสัญญาณว่าราคาสามารถเคลื่อนที่ไปได้ทั้งสองทาง เป็นรูปแบบฐานสามเหลี่ยมเคลื่อนไหวของราคาไปด้านล่างหรือด้านบนด้านใดด้านหนึ่งหลังจากเกิดรูปแบบสามเหลี่ยม

2 middleschool 08 img03

ในการเทรดรูปแบบกราฟเหล่านี้ คุณควรที่จะพิจารณาได้ทั้งสองสถานการณ์ (Breakout ทั้งด้านบนและด้านล่าง) และวางคำสั่งไว้บนรูปแบบและอีกอันหนึ่งไว้ต่ำกว่ารูปแบบ
ถ้าหากคำสั่งหนึ่งเกิดขึ้น คุณสามารถยกเลิกอีกคำสั่งหนึ่งได้ทันที และไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง คุณจะมีส่วนในการเทรดครั้งนั้น
ปัญหาเดียวที่จะเกิดขึ้นก็คือ คุณอาจพบกับการเบรกที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริงได้ถ้าหากคุณตั้งคำสั่งเข้าซื้อใกล้กับจุดสูงสุดหรือจุดต่ำสุดของรูปแบบ
ดังนั้น จงระมัดระวัง และอย่าลืมที่จะวางจุด Stop Loss ด้วย

ตารางรูปแบบกราฟ Forex

There are 3 types of chart patterns:

– Continuation
– Reversal
– Bilateral (can go either way)

เราได้ทำตารางรูปแบบกราฟ Forex พื้นฐาน ลองมาตรวจสอบกันเถอะ

รูปแบบกราฟประเภทแนวโน้มรูปแบบสัญญาณการเคลื่อนไหวที่คาดการณ์
Double TopUptrendReversalDown
Double BottomDowntrendReversalUp
Head and ShouldersUptrendReversalDown
Inverse Head and ShoulderDowntrendReversalUp
Rising WedgesDowntrendContinuationDown
Rising WedgesUptrendReversalDown
Polling WedgesUptrendContinuationUp
Polling WedgesDowntrendReversalUp
Bearish rectangleDowntrendContinuationDown
Bullish PennantUptrendContinuationUp
Bearish pennantDowntrendContinuationDown
Bullish PennantUptrendContinuationUp

คุณอาจต้องการเพิ่มหน้านี้ลงใน Bookmark ของคุณในกรณีที่คุณต้องการจะเช็คสัญญาณรูปแบบกราฟเหล่านี้
และคุณอาจสังเกตได้ว่า พวกเราไม่ได้รวมรูปแบบสามเหลี่ยม (สามเหลี่ยมสมมาตร, สามเหลี่ยมมุมเงย, สามเหลี่ยมมุมก้ม) ในโพยนี้ นั่นเป็นเพราะรูปแบบนี้เกิดขึ้นจากแนวโน้มขาขึ้นหรือขาลง ทางใดทางหนึ่ง และสามารถส่งสัญญาณบอกว่าจะเป็นรูปแบบต่อเนื่องหรือแบบกลับตัว
อย่างที่เราได้กล่าวไว้ มันยากที่จะบอกได้ว่าตลาด Forex จะมีการ Breakout หรือกลับตัว ดังนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ คุณต้องเตรียมพร้อมอย่างดีและเตรียมคำสั่งเข้าและออกให้พร้อม เพื่อที่คุณจะพร้อมสำหรับการเทรดได้ทั้งสองทาง